ในโซเชียลมีเดียกำลังฮิตคำว่า ‘ฮิปสเตอร์’ กันอย่างมาก มีคนโพสต์อะไรตลกๆ แล้วใส่ แฮชแท็กว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับฮิปสเตอร์ รวมถึงเกิดแฟนเพจขึ้นมามากมายเพื่อล้อเลียนพฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ของพวกฮิปสเตอร์ 

 

ในโลกรอบๆ ตัวเราก็ได้พบเห็น ‘ความเป็นฮิปสเตอร์’ อยู่มากมาย เสื้อยืดคอวีที่สกรีนภาพหรือข้อความขบขัน กางเกงขาสามส่วน แว่นตาหนาๆ มีหนวดเคราเหมือนฝรั่ง สะพายย่ามผ้าฝ้ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขี่จักรยานราคาคันละหลายหมื่นนั่งกินกาแฟในร้านที่ตกแต่งสไตล์วินเทจ ฟังเพลงอินดี้จากไอพอด พลิกอ่านนิตยสารทางเลือก หรือหนังสือแนวปรัชญาอะไรสักเล่ม และทำงานอยู่ในแวดวงของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นพิมพ์นิยมพิมพ์หนึ่งในยุคสมัยของเรา เป็นหนึ่งในบรรดาเทรนด์ไลฟ์สไตล์ และเวิร์กสไตล์ที่มีอีกหลากหลายของคนหนุ่มสาว เราจะพบเห็นพิมพ์ฮิปสเตอร์นี้เกร่อมากๆ ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแหล่งวัยรุ่น และศูนย์กลางธุรกิจในเมืองใหญ่และหัวเมืองตามต่างจังหวัด

ความน่าสนใจของเรื่องฮิปสเตอร์อยู่ที่มันเป็นเทรนด์ที่เกี่ยวพันกับการบริโภคอย่างยิ่ง การพิจารณาดูการเกิดขึ้นและการดำเนินต่อเนื่องมา จะทำให้เราเห็นแนวโน้มที่ส่งผลต่อสภาพสังคมโดยรวม

 

Who is Hipster ?
จริงๆ แล้ว ‘ความเป็นฮิปสเตอร์’ นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ มันมีมานานมากแล้ว มีมาก่อนสิ่งที่เราขนานนามว่าเป็นฮิปสเตอร์ในทุกวันนี้เสียอีก เราจะทำความเข้าใจปรากฏการณ์ฮิปสเตอร์ได้ดีขึ้น ถ้ารู้ว่าแท้ที่จริงแล้วมันก็คือซับคัลเจอร์หรือวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มคนที่มีความคิดต่อต้านกระแสหลัก

ดังนั้น ก่อนหน้าสิ่งที่เรียกว่าฮิปสเตอร์ที่เราคุ้นเคยกันในรอบ 2-3 ปีมานี้ เราเคยมีซับคัลเจอร์ที่ต้านกระแสหลักแบบอื่นๆ มาก่อนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาหลายรุ่น หลายยุค หลายสมัย เพียงแต่เปลี่ยนประเด็นการต่อต้าน เปลี่ยนเทรนด์แฟชั่น และเทคโนโลยี และเปลี่ยนชื่อเรียกขานคนกลุ่มนี้ไปต่างๆ นานา เช่น เด็กแนว เด็กอินดี้ เด็กฮาร์ด จิ๊กโก๋ ฮิปปี้ พังค์ ฯลฯ

จากบทความเรื่อง Hipster Who Are You? ในนิตยสาร 247 โดย โตมร ศุขปรีชา บอกถึงที่มาของคำว่า Hip ว่ามาจากวงการดนตรีแจ๊สยุคแรกๆ นักดนตรีจะใช้คำว่า Hep กับคนที่ติดตาม และรู้เรื่องวัฒนธรรมแจ๊สที่เพิ่งอุบัติใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัฒนธรรมของคนผิวสี มีทั้งที่เกี่ยวข้องกับดนตรีโดยตรงและที่เกิดขึ้นแวดล้อมดนตรีแบบใหม่นี้ นำมาเติมคำ Suffix ว่า Ster เข้าไป เพื่อใช้เรียกกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับ Hep ว่า Hepster แล้วต่อมาก็เปลี่ยนเป็น Hip ซึ่งเป็นคำสแลง หมายถึงความเจ๋ง ความคูล หรือสิ่งที่ได้รับความนิยม ดังนั้น คำว่า ‘ฮิปสเตอร์’ ก็เกิดขึ้นด้วยเหตุนี้

โตมร อ้างถึงบทความ Time Out New York บอกว่าพวกฮิปสเตอร์นั้นไม่ใช่อะไรอื่นเลย นอกจากเป็น ‘นักบริโภค         ไลฟ์สไตล์’ โดยไปหยิบเอาไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนที่มี ‘สารัตถะแห่งการต่อต้าน’ เช่น เอารูปแบบของกลุ่มฮิปปี้แห่งยุค ’60s หรือกลุ่มศิลปิน และกวีที่เรียกว่า Beat Generation หรือหยิบวิถีแบบพังค์ แบบเกย์ แบบชนเผ่าต่างๆ ที่ถูกกีดกันออกไปจากสังคมมาเป็นแบบและเบ้าหล่อหลอมตัวเอง

 

Hip Consumerism
การแสดงออกของผู้คนในซับคัลเจอร์ เกี่ยวพันอย่างยิ่งกับการบริโภค จากหนังสือ The Conquest of Cool : Business Culture, Counterculture and The Rise of Hip Consumerism ของ โธมัส แฟรงค์ อธิบายว่าการบริโภคของเรานั้น มีเป้าหมายนอกเหนือจากเพื่อประโยชน์ใช้สอยของสินค้านั้นๆ แต่เราบริโภคเพื่อการแสดงออกถึงคุณค่าต่างๆ ในแต่ละสังคม แต่ละยุคสมัย

ในยุค 1950 หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง สังคมและเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ผู้คนทำงานหนักอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ และยอมรับกรอบของสังคมว่าดีงาม การบริโภคในยุคนั้น จึงแสดงออกถึงคุณค่าของความสุข ความสงบ อนุรักษ์นิยม บ้านหลังใหญ่ รถคันใหญ่ ครอบครัวอบอุ่น

จนกระทั่งยุค 1960 ลักษณะของ Hip Consumerism จึงค่อยเกิดขึ้นมา เมื่อผู้คนตั้งคำถามกับคุณค่าเดิม และมองหาคุณค่าใหม่ๆ การขบถ ปฏิวัติ ต่อต้าน ล้อเลียนคุณค่าเดิมจึงเกิดขึ้น การบริโภคสินค้าตั้งแต่ยุค ’60s เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันส่วนหนึ่งจึงเป็นไปเพื่อการแสดงออกถึงการต่อต้านสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้า

เห็นได้ชัดจากภาพในโฆษณา ที่เริ่มแสดงให้เห็นความรุนแรง ความอันตราย การเสี่ยงภัย คำหยาบคาย การล้อเลียนตัวเอง และความเจ๋ง ความฮิป ความแตกต่างไม่เหมือนใคร (Coolness and Hipness) สินค้าที่แสดงออกถึง Hip Consumerism ก็เช่น น้ำอัดลม กางเกงยีนส์ รถโฟล์คสวาเกน มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน แฟชั่นวัยรุ่นที่เรียบง่าย เก่าขาด เพลงร็อคแอนด์โรล วรรณกรรมนอกกระแส รวมไปถึงไอคอนแห่งยุคสมัยอย่าง เจมส์ ดีน, มาร์ลอน แบรนโด

Hip Consumerism ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน และมันทำให้เกิดพิมพ์นิยมต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ไล่เรื่อยมาตามยุคสมัย จนถึงฮิปสเตอร์ในปัจจุบัน เมื่อเราเอ่ยถึงฮิปสเตอร์ ภาพพิมพ์นิยมต่างๆ ก็จะลิสต์หลั่งไหลไปในแนวทางเดียวกัน และเช่นเดียวกัน ก่อนจะเป็นฮิปสเตอร์ ภาพพิมพ์นิยมของคนรุ่นก่อนหน้า อย่างเช่น เด็กแนว เด็กอินดี้ เด็กฮาร์ด จิ๊กโก๋ ฮิปปี้      พังค์ ฯลฯ ก็จะออกมาในทางเดียวกันด้วย

 

Hip Manifesto
ซับคัลเจอร์หนึ่งๆ จะมีรูปแบบการบริโภคที่เฉพาะเจาะจง และเป็นไปในทางเดียวกัน เคลื่อนไปพร้อมกันเป็นกลุ่มก้อนหรือเป็นกระแสเล็กๆ ที่สั่งสมพลังและจำนวนคนมากขึ้น จนกระทั่งตัวมันเองเป็นกระแสหลักหรือเป็นป๊อปคัลเจอร์ในตัวเอง

การจะให้คำนิยามกับฮิปสเตอร์ และกำหนดขอบเขตรูปแบบให้กับมันกลายเป็นเรื่องยาก เพราะตัวมันเองเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบกับสิ่งอื่น อีกทั้งตัวมันเองยังปฏิเสธและโต้ตอบกับตัวเองตลอดเวลา การจะตีตราว่าใครเป็นฮิปสเตอร์ จึงกลายเป็นคำด่าหรือการเหยียดหยาม อีกทั้งการกำหนดว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถือว่าเป็นฮิปสเตอร์ จึงถูกโต้เถียงและปฏิเสธได้ตลอดเวลา เพราะฮิปสเตอร์จะดิ้นออกจากการเป็นกระแสหลักในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราจับแก่นแกนที่เป็นลักษณะร่วมของการต้านกระแสหลัก ก็พอจะทำนายได้คร่าวๆ ว่าอะไรที่เป็น          ฮิปสเตอร์ได้บ้าง กล่าวโดยสรุป มันก็คือสิ่งที่ไม่ใช่ป๊อป  คัลเจอร์ ตลาดแมส หรือกระแสของมวลชนส่วนใหญ่  

การต่อต้านแนวคิดอนุรักษ์นิยม หันไปหาการเมืองแบบเสรีนิยม พหุนิยม กลุ่มรากหญ้า การมีส่วนร่วมของคนกลุ่มน้อย ชายขอบของสังคม การต้านกระแสทุนนิยม บรรษัทข้ามชาติ หันไปหาเศรษฐกิจพอเพียง ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ธุรกิจสตาร์ทอัพ รวมไปถึงเศรษฐกิจชุมชน การพึ่งพาตัวเองของกลุ่มชาวบ้าน สินค้าโอทอป

การต่อต้านเทคโนโลยี หันไปหาความเชื่องช้า Slowness สินค้าเทคโนโลยีเก่าๆ จากยุคอนาล็อก แผ่นเสียง ซาวด์อะเบาท์ จักรยาน กล้องฟิล์ม สมุด ดินสอ

การต่อต้านแฟชั่น หันไปหาแฟชั่นวินเทจ เสื้อผ้าจากร้านมือสอง การแต่งตัวแบบเบสิก ไว้หนวดเครารุงรัง ผมยาว และแต่งตัวไม่เหมาะกับกาลเทศะ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่แคร์แฟชั่น การต่อต้านป๊อปคัลเจอร์ หันไปหาหนัง และเพลงนอกกระแส วรรณกรรมทางเลือก นิตยสารทางเลือก

นักการตลาดที่จับกระแสได้ว่องไว สามารถแปรการต่อต้านทุกอย่าง ให้กลายเป็นสินค้าและบริการได้ทั้งหมด และแน่นอนว่ารวมถึงการท่องเที่ยวแบบใหม่ๆ

 

Hip Hotel
โรงแรมที่พัก กลายเป็นเครื่องชี้วัดที่ชัดเจน สำหรับกระแสท่องเที่ยวแบบฮิปสเตอร์อย่างที่รู้กันแล้วว่าฮิปสเตอร์คือการต้านกระแสหลัก สถานที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวแนวนี้จึงไม่ใช่โรงแรมในแบบเดิมที่หรูหราห้าดาวไปเลย หรือเป็นโรงแรมเล็กๆ แค่ซุกหัวนอน แต่ต้องเป็นโรงแรมที่สามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเอง และมีลักษณะเฉพาะตัวอย่างเด่นชัด

บูทีคโฮเทลหรือฮิปโฮเทลที่นิยมกันในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสฮิปสเตอร์มันคือการสร้างธีมพาร์คหรือสถานที่เทียมขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับรสนิยมแบบเฉพาะเจาะจงของผู้เข้าพัก

บางแห่งตกแต่งด้วยจักรยาน และมีที่แขวนจักรยานภายในห้องพัก บางแห่งตกแต่งแบบวินเทจ ย้อนยุค ใช้เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ จากโรงเรียนหรือวัดเก่า บางแห่งวางตำแหน่งตัวเองเป็นที่พักสำหรับกลุ่มนักขี่มอเตอร์ไซค์ เรียกได้ว่าโรงแรมแต่ละแห่งเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะตัวชัดเจน

จุดร่วมสำคัญของโรงแรมเพื่อฮิปสเตอร์ คือบรรดาข้าวของเครื่องใช้และบริการภายในห้องพัก จะต้องสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ฮิปสเตอร์ การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน ผ้าฝ้ายไม่ฟอกย้อม สบู่และแชมพูแบบสมุนไพรจาก ท้องถิ่น  

ความบันเทิงภายในห้อง มีเครื่องเล่นแผ่นเสียง และโทรทัศน์จอตู้แบบวินเทจ หนังสือและนิตยสารที่เลือกมาวางก็          สะท้อนไลฟ์สไตล์แบบฮิปสเตอร์

รวมไปถึงการเสิร์ฟอาหารคลีนฟู้ด ออร์แกนิค ปลอดสารพิษ ฯลฯ กาแฟดริป คราฟต์เบียร์ อาหารในท้องถิ่น พร้อมทั้งจัดทำแผนที่จุดน่าสนใจรอบโรงแรม ในระยะเดินเท้าหรือปั่นจักรยาน


Hip Destination
วิวัฒนาการในระดับที่ใหญ่ขึ้นไป คือการเกิดขึ้นของเมืองฮิปสเตอร์ที่เป็นจุดหมายใหม่สำหรับนักท่องเที่ยว ได้แก่ละแวกที่อยู่อาศัยที่เพิ่งเติบโตขึ้นมาใหม่ จะมีความเป็นเมืองมากพอสมควร แต่เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่ที่สุด มักไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศ

ผู้คนในละแวกนั้นเป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ อายุน้อย การศึกษาดี มีไลฟ์สไตล์ และเวิร์กสไตล์แบบฮิปสเตอร์เช่นกัน คือต่อต้านกระแสหลักจากภายนอก ต้องการมีชีวิตที่ดี สุขสงบ ปลอดภัย ประหยัด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงสร้างละแวกบ้านที่ดีในความคิดของตนเอง

ความเป็นฮิปสเตอร์บังเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ประกอบไปด้วยร้านรวงง่าย ๆ ขายของเก่าสไตล์วินเทจ ร้านกาแฟเล็กๆ แต่บาริสต้าเอาใจใส่ และให้ความอบอุ่นกับลูกค้า ผับบาร์และภัตตาคารที่มีเมนูอาหาร หรือค็อกเทลแปลกๆ เฉพาะตัวของ ท้องถิ่น

สาธารณูปโภคและกิจกรรมภายในเมืองที่เอื้อกับฮิปสเตอร์ เช่น เส้นทางจักรยาน เส้นทางวิ่งจ็อกกิ้ง ต้นไม้ใหญ่ รวมถึงตลาดนัด ถนนคนเดิน สวนสาธารณะ สระน้ำ วัดวาอาราม ศาสนสถาน โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ เวทีเสวนา เทศกาลดนตรี งานบุญในท้องถิ่น หรือแหล่งรวมตัวของชุมชน ที่เจตนาเริ่มต้นนั้นจัดขึ้นมาสำหรับคนท้องถิ่น

เมืองที่เป็นตัวของตัวเอง แตกต่างจากเมืองใหญ่ในกระแสหลักจะค่อยๆ ถูกทำให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ต่างจากอดีตที่เราเคยใช้สถานที่ตามธรรมชาติ อย่างภูเขา ทะเล น้ำตก หรือเคยใช้โบราณสถานที่มีเรื่องเล่ายาวนาน อย่างพระราชวัง วัดวาอาราม มาสร้างเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

ละแวกเหล่านี้จะถูกค้นพบโดยนักเขียนหนังสือไกด์บุ๊คท่องเที่ยว และกลายเป็นจุดหมายใหม่ในการท่องเที่ยว ในเวลาต่อมา มันจะเต็มไปด้วยร้านกาแฟ ร้านขายโปสต์การ์ด ของที่ระลึก เพื่อนบ้านที่ปรับปรุงบ้านตัวเองให้กลายเป็นเกสต์เฮาส์        โฮมสเตย์ หรือ Airbnb

ความเป็นฮิปสเตอร์นั้นสอดคล้องไปได้ดีกับการท่องเที่ยว ไม่มีหนังสือไกด์บุ๊คที่ไหนจะเขียนแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเป็นสลัม ย่านคนยากจน นิคมอุตสาหกรรม เพราะสถานที่ของชนชั้นล่างนั้นไม่ใช่ภาพฝันของนักท่องเที่ยว

ถ้าเป็นในเมืองไทยบ้านเรา ก็น่าจะนึกถึงถนนพระอาทิตย์ และถนนข้าวสาร  ในบริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ถนนนิมมาน  เหมินท์ จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย รวมไปถึงตัวเมืองจังหวัดน่าน ตัวเมืองจังหวัดราชบุรี หรือที่เก่ากว่านั้นและกลายสภาพเป็นเมืองท่องเที่ยวแบบเมนสตรีมไปแล้ว ก็คืออำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ถ้าเป็นเมืองอื่นๆ ในต่างประเทศ ก็นึกถึงเวลลิงตัน หรือพอร์ตแลนด์ ในสหรัฐอเมริกา หรือย่านไดกันยามะ ประเทศญี่ปุ่น

นักท่องเที่ยวฮิปสเตอร์เดินทางไป ไม่ใช่เพียงแค่พักผ่อนหย่อนใจ แต่ยังเพื่อเชิดชูคุณค่าบางอย่างในท้องถิ่นนั้นๆ ที่ผู้คนท้องถิ่นได้ทวนกระแสหลักบางอย่างที่ตรงใจของนักท่องเที่ยว

เมื่อละแวกฮิปสเตอร์กลายเป็นจุดหมายในการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ วิถีชีวิตของชาวฮิปสเตอร์จริงๆ กลายเป็นไม่ต่างจากธีมพาร์ค ที่นักท่องเที่ยวแห่กันเข้ามาเยี่ยมชมเป็นคันรถ นี่คือราคาที่ต้องจ่าย เพราะอย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นว่า ความเป็นฮิปสเตอร์นั้นเกี่ยวพันอย่างยิ่งกับการบริโภค ฮิปสเตอร์นั้นไม่ใช่อะไรอื่นเลย นอกจากเป็น ‘นักบริโภคไลฟ์สไตล์’ แห่งยุคมิลเลนเนียม

 


 

เรื่อง : วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

 ดาวน์โหลด PDF คลิกที่นี่


TAT Review Magazine 2/2015