มาเที่ยวเมืองกาญจนบุรี ครั้งนี้ ระหว่างทางเข้าเมือง มองไป ช่างดูแปลกตา เห็นตู้คอนเทนเนอร์จัดวางไว้สีสันสะดุดตาสวยงาม ดึงดูดให้เดิน เข้าไปชมยิ่งนัก เมื่อก้าวเข้าไปสัมผัส ถึงกับอุทานออกมา Wow!!!

ตู้คอนเทนเนอร์ที่เห็น มีทั้งหมด 4 ตู้ถึงแม้นว่าภายในจะมีพื้นที่ไม่ใหญ่โตกว้างขวางมากนัก แต่เมื่อเดินเข้าไป พบว่า ทุกซอก ทุกมุม ถูกเนรมิตเป็นแหล่งเรียนรู้ แสดงนิทรรศการเรื่องราวของความเป็นไทยจากประวัติศาสตร์กว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยที่ดินแดนบริเวณนี้เรียกว่า ‘สุวรรณภูมิ’ เนื้อหาของนิทรรศการอาจฟังดูน่าเบื่อ แต่ขอบอกว่า รูปแบบการจัดแสดงที่แปลกใหม่ทันสมัย เหมาะสมกับการเรียนรู้ยุคใหม่ ยิ่งเข้าไปชม ยิ่งตื่นตาตื่นใจอยากสำรวจค้นหาความหมายของความเป็นไทยตามตู้แต่ละตู้อย่างกระตือรือร้น

ได้ชม ได้เรียนรู้แล้วรู้สึกเอะใจ!! ทำให้นึกถึงแหล่งเรียนรู้ที่หนึ่งในกรุงเทพฯ แถวย่านปากคลองตลาด ที่เคยไปมา นั่นคือ ‘มิวเซียมสยาม’ จึงไม่รีรอชักช้า เข้าไปสอบถามกับน้องๆ เจ้าหน้าที่ที่รอคอยต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมให้ข้อมูลว่า นิทรรศการในตู้คอนเทนเนอร์นี้มีชื่อเก๋ไก๋ว่า ‘Muse Mobile’ หรือ ‘มิวเซียมติดล้อ’ เป็นการจัดนิทรรศการในตู้คอนเทนเนอร์เป็นครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อที่จะสามารถเคลื่อนที่ไปจัดแสดงในสถานที่ต่างๆ นิทรรศการที่จัดภายใน  มิวเซียมติดล้อ ชื่อว่า ‘เรียงความประเทศไทย’ คัดย่อเนื้อหาจากนิทรรศการเรียงความประเทศไทย ที่จัดแสดงอยู่ใน         มิวเซียมสยาม ณ อาคารกระทรวงพาณิชย์ (เดิม) บริเวณปากคลองตลาด ในการดูแลของสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ สพร. เป็น 1 ใน 3 หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดำเนินงานภายใต้แนวคิดสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงกับการให้บริการแหล่งเรียนรู้ภายใต้รูปแบบพิพิธภัณฑ์แนวคิดใหม่ ‘มิวเซียมสยาม’ (Museum Siam) ซึ่งเป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้คนไทยได้แสวงหาความรู้ รู้จักวิถีไทย สามารถนำอดีตมาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ในอนาคต

สพร. ส่ง Muse Mobile หรือ ‘มิวเซียมติดล้อ’ ออนทัวร์ทั่วเมืองไทย หวังสร้างพื้นที่แห่งใหม่ของการเรียนรู้สู่เด็กและเยาวชนด้วยพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ปลูกฝังความรักความภาคภูมิใจในบ้านเกิด พร้อมกระตุ้นท้องถิ่นร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ สพร. ซึ่งมีด้วยกันถึง 2 ชุด อีก 1 ชุด เน้นเนื้อหาเรื่องราวของภาคอีสาน โดยใช้ชื่อชุดว่า ‘อัจฉริยภาพตัวตนคนอีสาน’ เพื่อให้เด็กเยาวชน และประชาชนในท้องถิ่นได้เรียนรู้อย่างจุใจ และทั่วถึง ด้วยนิทรรศการภายในตู้คอนเทนเนอร์ 4 ตู้ ซึ่งทั้ง 2 ชุด ได้เคลื่อนล้อในช่วงเวลาเดียวกัน โดยชุดแรกนี้อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนนชุดที่ 2 (ภาคอีสาน) จัดแสดงอยู่ที่จังหวัดยโสธร กำหนดระยะเวลาดำเนินกิจกรรมไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายน 2558 ซึ่งจะดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นจะไปติดล้อจ่อคิวที่ไหน อย่างไร คงต้องลุ้นและติดตามกันต่อไป

นิทรรศการ ‘มิวเซียมติดล้อ’ เป็นพิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ฉีกกรอบพิพิธภัณฑ์ในแบบเดิมด้วยเทคนิคการนำเสนอแบบอินเตอร์แอ็คทีฟที่เปลี่ยนโลกพิพิธภัณฑ์ให้ดูมีชีวิต ตื่นเต้นน่าสนใจ กระตุ้นความต้องการที่จะเรียนรู้ของผู้เข้าชม ทั้งยังเพิ่มความคล่องตัวในการติดล้อซึ่งเคลื่อนที่ได้ เพื่อให้การกระจายความรู้ไปสู่ท้องถิ่นต่างๆ มากยิ่งขึ้น ช่วยให้เยาวชนไทยได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างทั่วถึง เพื่อให้พื้นที่แห่งการเรียนรู้ในรูปแบบของนิทรรศการ และกิจกรรมมีความทันสมัย สามารถรองรับการเรียนรู้ได้อย่างสนุกสนาน และเพลิดเพลิน ได้เผยแพร่ออกสู่ทุกภูมิภาค และมุ่งตรงเข้าหาเด็ก เยาวชน รวมทั้งประชาชนทั่วไป โดยตั้งเป้าหมายว่าการสัญจรของ ‘มิวเซียมติดล้อ’ จะเป็นต้นแบบของการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ใหม่ให้เกิดในสังคมไทย อันจะนำมาซึ่งการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน นิทรรศการดังกล่าว จะเน้นการกระตุกต่อมคิด ผ่านการตั้ง ‘คำถาม’ ชวนค้นหาเรื่องราวของความเป็นไทยจากประวัติศาสตร์กว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยที่ดินแดนบริเวณนี้ถูกเรียกว่า ‘สุวรรณภูมิ’ และการค้นหาความหมายของความเป็น ‘ไทยแท้ๆ’

นิทรรศการ เรียงความประเทศไทย ในมิวเซียมติดล้อ (Muse Mobile) ประกอบด้วย 4 หัวเรื่องสำคัญ ซึ่งจัดแสดงอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ 4 ตู้ ได้แก่

ตู้ที่ 1 อะไรคือไทยแท้?
นำเสนอด้วยภาพใบหน้าของ ‘คนไทย’ และใบหน้าที่สื่อถึง ‘ความเป็นไทย’ ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม เพื่อชวนค้นหาว่า ‘ไทยแท้ๆ’ นั้นคืออะไร? ‘ไทยแท้ๆ’ นั้นเป็นอย่างไร? หรือว่า ‘ไทยแท้ๆ’ คือความหลากหลาย?

ด้านนอกตู้ ด้านตรงข้ามทางเข้า จะมีแผ่นเปิดรูป ‘คนกบแดง’ สัญลักษณ์ของสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ซึ่งเป็นรูปเด็กเต้นท่ากบ และนำสัญลักษณ์มาทำเป็นมาสคอต (Mascot) วิวัฒนาการภายใต้แนวคิดเรียงความประเทศไทย สัญลักษณ์ ‘คนกบแดง’ จึงมีท่าทางที่ต่างกันออกไป เพื่อสื่อถึงวิวัฒนาการของ ‘คน’ ตั้งแต่ใช้เครื่องมือหิน ตีกลองมโหระทึก ฟังไอพอด จนถึงโหนรถไฟฟ้า


ตู้ที่ 2 สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน?
เริ่มต้นจากการทำความรู้จักกำเนิดของคำว่า ‘สุวรรณภูมิ’ อันเป็นชื่อที่คนต่างถิ่นเรียกดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์นี้เมื่อกว่า 3,000 ปีก่อน ชวนเข้าไปสัมผัสชีวิตของผู้คน และชุมชนบนแผ่นดินที่เรียกว่า ‘สุวรรณภูมิ’ ซึ่งเชื่อกันว่าคือ ‘เอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ในปัจจุบัน

เรียนรู้เรื่องราวคนพื้นเมืองที่รู้จักการปลูกข้าว การหลอมโลหะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ การทำเครื่องปั้นดินเผา การแลกเปลี่ยนสินค้าพื้นเมืองกับสินค้าต่างถิ่น ฯลฯ นอกจากนั้นชุมชน ‘สุวรรณภูมิ’ ยังประกอบด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่เดินทางมาค้าขายแสวงโชค ฯลฯ และได้ทิ้งร่องรอยหลักฐานมากมายไว้กับคนพื้นเมืองและผืนแผ่นดิน ‘สุวรรณภูมิ’ ผ่านการเล่นเกมบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ด้วยการค้าขาย การแลกเปลี่ยนสินค้าของชาวต่างชาติต่างถิ่นที่เข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิ


ตู้ที่ 3 กรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา
เรื่องราวเมื่อครั้งสิ้นกรุงศรีอยุธยา ชาวกรุงศรีอยุธยาได้สร้างเมืองขึ้นมาใหม่บนแผ่นดินบางกอก ในชื่อ ‘กรุงเทพมหานคร‘ เมืองหลวงของประเทศไทยมีอายุ 227 ปี ใน พ.ศ. 2552 นับแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีพระราชดำริจะสร้างราชธานีแห่งใหม่ให้เหมือนกับกรุงศรีอยุธยา ‘ยามเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี’ กรุงเทพมหานครเมื่อครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้ถ่ายแบบมาจากกรุงศรีอยุธยา

สัมผัสบรรยากาศของบ้านเมืองและผู้คนใน ‘กรุงเทพมหานคร’ สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้งสองด้าน ซึ่งแสดงความหลากหลายของชาติพันธุ์ของผู้คน บริเวณผนังมีช่องมอง 6 ช่อง แต่ละช่องมีวีดิทัศน์บอกเล่าเรื่องราวและเอกลักษณ์ของคนกลุ่มต่างๆ เช่น ลาว ญวน มุสลิม มอญ จีน เขมร ที่อาศัยอยู่ใน ‘เมืองหลวงใหม่’ ที่มีทั้งคน ‘บางกอก‘ ดั้งเดิม และคนจาก ‘กรุงเก่า‘ อยุธยา ที่เพิ่งมาตั้งหลักแหล่งทำมาหากิน

พื้นด้านล่างคือ แผนที่ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีโมเดลประกอบตามตำแหน่งที่ปรากฏจริง ส่วนด้านบนเพดานคือ แผนที่เกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีช่องให้สามารถโผล่ศีรษะขึ้นไป สิ่งที่มองเห็นคือ ภาพของวัดและวังในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นต้นแบบที่นำมาสร้างในกรุงเทพมหานคร


ตู้ที่ 4 จุดเปลี่ยน ‘ประเทศไทย’
กว่าจะเป็น ‘ประเทศไทย’ ที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน สังคมไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เป็น ‘จุดเปลี่ยน‘ หลายครั้ง ได้แก่

  • สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งสังคมไทยเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก คนไทยเริ่มมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เป็นแบบตะวันตก เช่น เลิกนุ่งโจงกระเบน หันมานุ่งและสวมกางเกง
  • สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เปลี่ยนจากการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย
  • สมัยการเปลี่ยน ‘สยาม‘ เป็น ‘ไทย‘ รัฐบาลได้ออกประกาศ ‘รัฐนิยม’ ปีพุทธศักราช 2482 ระบุให้ใช้ชื่อ ประเทศ ประชาชน และสัญชาติ ว่า ‘ไทย‘ และให้ใช้คำว่า ‘ไทย‘ แก่ชาวไทยทั้งมวลโดยไม่แบ่งแยก
  • สมัย ‘สีสันตะวันตก‘ หรือ ยุคซิกซ์ตี้ (ทศวรรษ 1960s) เป็นยุคที่มีสีสันมากที่สุดยุคหนึ่ง ประเทศไทยเริ่มรู้จัก และรับวัฒนธรรมยุคซิกซ์ตี้จากทหารอเมริกัน ซึ่งเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2510


ด้านตู้จัดแสดงสิ่งของ
จัดแสดงสิ่งของ (ภายในตู้) และสิ่งพิมพ์ (บนฝาตู้) ที่สะท้อนจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสังคมไทย เพื่อให้ร่วมรำลึกอดีตของสังคมไทย เช่น เมื่อเริ่มมีโทรทัศน์ เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างไร?

ด้านฉากและชุด
จัดฉาก และเครื่องแต่งกายสำหรับให้ถ่ายภาพย้อนอดีต 3 ฉาก 3 ยุค ได้แก่

  • สมัยรัชกาลที่ 5
  • สมัยจอมพล ป. เมื่อเปลี่ยนชื่อประเทศจาก ‘สยาม’ เป็น ‘ไทย’
  • สมัยสีสันตะวันตก ยุคซิกซ์ตี้ (ทศวรรษ 1960s)

 มาชม มาเรียนรู้ ตู้คอนเทนเนอร์ พื้นที่อีสานกันบ้าง ชื่อชุดนิทรรศการ ‘อัจฉริยภาพตัวตนคนอีสาน’ โดยเล่าถึงประวัติศาสตร์ของอีสาน ผ่านรูปแบบนิทรรศการที่ทันสมัยในตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ ใช้คอนเซ็ปต์ว่า ‘สนุกกับอดีต สุดขีดเรื่องปัจจุบัน ตามทันอนาคต’

นิทรรศการ ‘อัจฉริยภาพตัวตนคนอีสาน’ ใน มิวเซียมติดล้อ (Muse Mobile) ประกอบด้วย 4 หัวเรื่องสำคัญ ซึ่งจัดแสดงอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ 4 ตู้ ได้แก่

ตู้ที่ 1 จั๊งซี่ละอีสาน
ตู้ที่ 2 หม่องนี้ดีคัก
ตู้ที่ 3 ฮีตสิบสองคองสิบสี่
ตู้ที่ 4 ออนซอนอีสาน

นอกจากนั้น ยังมีลานกิจกรรมให้ได้เรียนรู้อย่างเพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้เข้าใจเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘คนอีสาน’ และ ‘คนไทย’ มากยิ่งขึ้น

ตู้ที่ 1 จั๊งซี่ละอีสาน
เล่าถึงภูมิประเทศของภาคอีสาน ว่าทำไมอีสานเป็นที่ราบสูง ทำไมอีสานถึงแห้งแล้งไกลทะเล แล้วทำไมถึงมีเกลือ, ทรัพย์สินใต้ผืนดิน ทองแดง เกลือ ปิโตรเลียม, ยุคดึกดำบรรพ์ ร้อยล้านปี, บุคคลแห่งความภาคภูมิใจ และคุณคือคน   แบบไหน


ตู้ที่ 2 หม่องนี้ดีคัก
เล่าถึงอาหารการกินของอีสาน แม้ดินแห้งแล้ง แล้งน้ำ แต่อาหารการกินไม่ขาด ‘ไผ่’ ไม้มหัศจรรย์
เกวียน พาหนะที่สอดคล้องไปกับภูมิประเทศอีสานมีความจำเป็นสำหรับการเดินทางไกล


ตู้ที่ 3 ฮีตสิบสองคองสิบสี่
เล่าถึงฮีต มาจากคำว่าจารีต หมายถึง สิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณีที่ดีงาม ที่ชาวอีสานเรียกว่า จาฮีต หรือฮีต สิบสองในหนึ่งปี และคองสิบสี่ หมายถึง ครองธรรม 14 อย่าง เป็นกรอบหรือแนวทางที่ใช้ปฏิบัติระหว่างกันของผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง พระสงฆ์ และระหว่างบุคคลทั่วไป เพื่อความสงบสุขร่มเย็นของบ้านเมือง และมีการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง ศึกล่าฝน ตำนานบั้งไฟ ที่เล่าผ่านระบบ 4 มิติ ได้อย่างน่าสนใจ


ตู้ที่ 4 ออนซอนอีสาน
เล่าถึงอีสานในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคทวารวดี ยุคขอม อีสานสมัยใหม่ที่หลอมรวมหลายสิ่งหลายอย่างจนเป็น Wow! อีสานในปัจจุบัน


เด็กๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปคงต้องลุ้นว่า ‘มิวเซียมติดล้อ’ ทั้ง 2 ชุด ติดล้อออนทัวร์ทั่วเมืองไทย เคลื่อนที่ไปที่ไหน เพื่อสร้างสีสันการเรียนรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ ทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป


สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม :
โทร. 0 2225 2777 ต่อ 430 หรือ
www.museumsiam.com | facebook.com/museumsiamfan | facebook.com/musemobile


เรื่อง อัญชนา สดากร
นักจัดการความรู้ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ

 ดาวน์โหลด PDF คลิกที่นี่


TAT Review Magazine 2/2015