อะไรคือสาเหตุของ ความ ไม่ สุข ของคนในชาติ
กรณีศึกษา ภูฏาน ประเทศที่เน้น ความสุขมวลรวม GNH (Gross of National Happiness) มากกว่า GDP (Gross Domestic Product)

ผู้คนส่วนใหญ่มักรู้สึกเหมือนกันว่า ประเทศภูฏานมีภูมิประเทศที่สวยงามด้วยภูเขาที่โอบล้อม เรียกได้ว่าภูมิประเทศของภูฏานนั้นสวยงามจนต้องอิจฉา รวมไปถึงวิสัยทัศน์ในการใช้แนวนโยบายความสุขมวลรวมมาเป็นเครื่องชี้วัดการพัฒนาประเทศ โดยเน้นเรื่องของคุณภาพชีวิต แทนการใช้ผลิตผลมวลรวมในประเทศแบบประเทศอื่นๆ

หากมีใครเคยไปภูฏาน ทุกคนจะรักคนภูฏานแน่นอน ก็เพราะหน้าตาที่เปี่ยมสุข พร้อมความใส ซื่อสัตย์ จริงใจกับแขกผู้มาเยือน โดยรวมแล้วลักษณะนิสัยคนภูฏานมีความคล้ายกันกับนิสัยคนไทยนั่นเอง และมีหลายอย่างที่ทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมคนภูฏานจึงมีความสุขได้ เช่น ด้านค่ารักษาพยาบาล พลเมืองภูฏานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเมื่อยามต้องเจ็บป่วย สิ่งนี้ทำให้ชีวิตของพวกเขาลดความกังวลไปได้เยอะ และแม้ว่าการบริการด้านสาธารณสุขของภูฏานจะยังไม่สะดวกนัก แต่หากต้องทำการรักษาตัว เช่น การผ่าตัดใหญ่ๆ ทางรัฐบาลก็จะส่งไปรักษาในโรงพยาบาลที่เป็นพันธมิตรกับประเทศอินเดียโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ อีกเรื่องก็คือการศึกษา รัฐบาลภูฏานสนับสนุนให้คนภูฏานได้เรียนฟรีในโรงเรียนของรัฐบาล แต่หากต้องการให้ลูกหลานได้เรียนในโรงเรียนเอกชน เพื่อให้ได้รับการเอาใจใส่จากอาจารย์มากขึ้น ก็เป็นอีกทางเลือกที่ทำได้เช่นกัน แต่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเองในกรณีนี้ ซึ่งเรื่องของคุณภาพการศึกษาระหว่างรัฐกับเอกชนนั้นไม่ต่างกันนัก

ทุกคนอาจสงสัยว่า รายได้ของภูฏานมาจากที่ใดบ้าง รายได้อันดับหนึ่งไม่ได้มาจากการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการส่งออกไฟฟ้าที่สร้างจากพลังงานน้ำ ซึ่งทางรัฐบาลอินเดียได้เข้ามาลงทุนให้ โดยกำหนดให้ภูฏานได้ส่งออกจำหน่ายกระแสไฟฟ้าคืนให้แก่อินเดีย และอีกไม่นานภูฏานก็จะจ่ายชำระหนี้สินด้านนี้คืนให้กับอินเดียได้หมด ซึ่งสิ่งนี้เป็นความหวังและความสุขของประเทศที่จะมีรายได้ 100% จากการส่งออกกระแสไฟฟ้า เพื่อเป็นรายได้หลักของประเทศอย่างถาวร

ส่วนรายได้ที่สองที่ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา นั่นก็คือ รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้ที่จะสามารถช่วยให้สาธารณูปโภคหลักมีความสมบูรณ์มากขึ้น เช่น การคมนาคมขนส่ง และการสื่อสาร การสนับสนุนการศึกษาด้านการท่องเที่ยว เช่น การอบรมมัคคุเทศก์ การอบรมพนักงานโรงแรม เป็นต้น ณ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวไทยเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่สร้างความหวังให้กับคนภูฏาน ซึ่งทำรายได้เข้ารัฐจำนวนมาก โดยมีการเข้ามาในรูปแบบแพ็คเกจทัวร์ ด้วยระบบการติดต่อผ่านบริษัททัวร์คนพื้นที่ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจัดทำวีซ่าและจองโรงแรม รวมถึงบริการทุกอย่างที่รวมอยู่ในแพ็คเกจ ซึ่งทางบริษัททัวร์จะได้รับเงินจากรัฐก็ต่อเมื่อได้ให้บริการสิ้นสุดลงในแต่ละทริป เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพ ซึ่งต่างจากกลุ่มประเทศอินเดียที่ยังคงเป็นกลุ่มตลาดหลักและสามารถเข้ามาโดยไม่ต้องใช้วีซ่า ทำให้เกิดปัญหาเรื่องของการจัดการด้านการท่องเที่ยวอยู่บ้าง

มาถึงตรงนี้ ผู้เขียนเกิดความสงสัยว่า จะมีอะไรบ้างที่ทำให้คนภูฏานไม่มีความสุข? จากการสอบถามพูดคุยกับนักเรียนในชั้นซึ่งเป็นผู้จัดการโรงแรม และผู้ที่ประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ก็ได้พบว่ามีอยู่ 7 ประการใหญ่ๆ ที่ทำให้พวกเขาไม่มีความสุขและเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน มีดังต่อไปนี้

 

ระบบการศึกษา ณ ปัจจุบัน ที่ภูฏานมีโปรแกรมการศึกษาด้านการจัดการค่อนข้างมาก แต่การเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษายังคงมีน้อย ส่งผลให้ขาดแรงงานในภาคปฏิบัติ จึงต้องนำเข้าแรงงานจากอินเดีย ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานต่อมาถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจะกำหนดให้เรียนฟรี แต่กระนั้นผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ต้องการให้ลูกมีการศึกษาที่ดี ส่งผลให้มีความต้องการในการเรียนกับเอกชนซึ่งมีค่าเทอมที่สูงขึ้น หรือแม้กระทั่งการส่งลูกไปเรียนยังต่างประเทศในระดับปริญญาตรี ซึ่งเมืองไทยก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับความนิยม นั่นหมายถึง การทำงานหาเงินเพิ่มขึ้น เพื่อการศึกษาที่ดีกว่าให้แก่บุตรของตน

 

การติดยาเสพติด ทุกคนอาจมองว่าภูฏานมีปัญหานี้ด้วยหรือ ณ ปัจจุบัน ปัญหานี้กำลังเกิดขึ้นกับครอบครัวที่มีรายได้ดี ถึงแม้ว่าปัจจุบันอัตราผู้ติดยาเสพติดอาจยังไม่มาก แต่ก็ยอมรับว่าเกิดขึ้นแล้ว และนำมาซึ่งความสุขที่ลดลง

 

การทำงานที่ขาดเป้าหมายเชิงปริมาณ ทำให้คนภูฏานมีความกดดันในการทำงานค่อนข้างน้อยหากเปรียบเทียบกับประเทศจีน หรืออินเดีย ที่มีการแข่งขันสูง เมื่อทำงานแบบสบายๆ ก็อาจส่งผลต่อคุณภาพในการทำงานได้ และอีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ผู้ที่มีความตั้งใจในการทำงานสูงอาจไม่ได้รับเลื่อนตำแหน่งอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจ ซึ่งในภูฏานมีระบบเกื้อหนุนที่สร้างให้คนเคยชินกับการทำงานแบบรอการสนับสนุนจากผู้อื่น ทั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่แย่ไปทั้งหมด หากแต่มีการพัฒนาตนเองเพื่อความยั่งยืน และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงควบคู่กันไป

 

การเจริญเติบโตของประชากรที่น้อยลง ด้วยคนภูฏานมีความเชื่อเรื่องการมีลูกมาก ส่งผลให้เกิดความยากจน และอาจไม่มีโอกาสได้ให้การศึกษาที่ดีกับบุตร จึงทำให้จำนวนประชากรน้อย ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7 แสนคนในปัจจุบัน และนั่นก็หมายถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จึงต้องพึ่งแรงงานจากต่างชาติ เช่น อินเดีย เป็นสำคัญ

 

เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้เวลาคุณภาพในครอบครัวน้อยลง เนื่องจาก ณ ปัจจุบัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีส่วนทำให้เกิดช่องว่างในการสื่อสารภายในครอบครัว การติดสังคมออนไลน์ การใช้มือถือที่มากเกินความจำเป็น ทำให้เวลาในการพูดคุยภายในครอบครัวน้อยลง ตัวอย่างเช่น หากคนภูฏานมาเที่ยวเมืองไทย สิ่งที่ต้องหิ้วกลับบ้านนั้นเห็นจะเป็นพวกทีวีจอแบน มือถือ Smartphone รุ่นใหม่ ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรหากการนำเทคโนโลยีมาใช้จะไม่ส่งผลกับเวลาคุณภาพของครอบครัว ในปัจจุบันทุกประเทศยังคงประสบปัญหานี้เช่นกัน กับแนวคิดสังคมก้มหน้า ที่มีผลกระทบกับความสัมพันธ์ในครอบครัว หากนำเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อให้เกิดความใกล้ชิดในเชิงบวก เช่น การใช้ LINE ในกลุ่มครอบครัวเพื่อบอกเล่าชีวิตประจำวัน ถึงแม้จะมีเวลาเจอกันน้อยแค่ไหน แต่ทุกคนในครอบครัวทราบว่ายังคิดถึงกัน

 

ระบบสาธารณูปโภคที่เร่งแก้ไข เนื่องจากภูฏานยังจัดอยู่ในประเทศยากจน ที่ยังต้องการการช่วยเหลือจากนานาชาติ การพัฒนาด้านการขนส่งคมนาคม เป็นไปได้ช้าและค่อนข้างลำบาก ด้วยเงื่อนไขของภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นภูเขา ทางรัฐบาลเองก็พยายามที่จะพัฒนาในด้านนี้เพื่อการท่องเที่ยว และเพื่อคุณภาพชีวิตของคนในประเทศเช่นกัน เมื่อการขนส่งคมนาคมไม่สะดวก นั่นก็หมายถึงการเดินทางที่ลำบาก ยามเมื่อผู้คนเกิดป่วยไข้ไม่สบาย ก็ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างทันเวลา รถยนต์ที่นี่วิ่งได้ไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในบางช่วงที่มีการทำถนน อาจต้องรอช่วงถนนเปิดทำการเป็นชั่วโมงเพื่อการสัญจรอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

 

เรื่องของระบบการสื่อสาร ที่อาจจะล่าช้า ซึ่งในอนาคตทางภูฏานก็ยังมีแผนในการเป็นศูนย์กลางด้าน IT เหมือนประเทศอินเดีย แต่ในความคิดเห็นของคนภูฏานเองก็ยังมองว่า อาจต้องมีการพัฒนาด้านนี้ให้เสถียรกว่านี้ เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาด้านอื่นๆ เสียก่อน

สิ่งที่ได้กล่าวมาอาจเป็นพื้นฐานของความสุขของคนในชาติ ประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่า The Land of Happiness ประเทศที่ร่ำรวยความสุขที่สุดในโลก ถ้าใครไปเห็นก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากเป็นแบบนี้บ้าง แต่หากถามคนภูฏานจริงๆ แล้ว ความสุขนั้นก็ยังคงต้องประกอบไปด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ยังคงเร่งสร้างให้เกิดความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน ประเทศเล็กๆ ที่มีหัวใจเดียวกันในความจงรักภักดีที่มีต่อกษัตริย์ที่ตนรัก และวัฒนธรรมอันดีงามที่ตนศรัทธาและหวงแหน รวมถึงความเชื่อในแนวคิดแบบพอเพียงก็ไม่ใช่ว่าประเทศภูฏานจะพร้อมไปทุกสิ่งเพื่อให้เกิดความสุขของคนในชาติ แต่มุมมองของคนในชาติที่มีต่อประเทศของตนเองนั้นสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด พลังศรัทธา ทั้งที่มีต่อกษัตริย์ และต่อศาสนาพุทธที่ให้ละเลิก 3 ประการหลักที่เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ ที่เขียนไว้ในภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดนั่นคือ ความโกรธ ความอยาก และการเพิกเฉยต่อสิ่งรอบตัว หรือความเห็นแก่ตัว ซึ่งหากกำจัดให้หมดออกไปจากใจในแต่ละคนก็จะทำให้เกิดความสุขโดยง่าย และส่งผลให้เกิดความสุขมวลรวมของประเทศ ผู้เขียนประทับใจภาพวาดที่สอนเรื่องความสามัคคีที่เอื้อให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตนนั้นตอกย้ำให้เข้าใจพื้นฐานความสุขของประเทศภูฏานได้เป็นอย่างดี

เพราะแท้ที่จริงแล้ว ชีวิตสุข ทุกข์ อยู่ที่มุมมอง และแนวคิดในการดำเนินชีวิต ขอบคุณนักเรียนภูฏาน มหาวิทยาลัย University of Applied Sciences in Business Administration Zurich สถาบัน The Royal Institute of Tourism and Hospitality และต้นสังกัด วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ให้โอกาสในการเปิดมุมมองประเทศภูฏานในครั้งนี้


 

เรื่อง : ดร. แก้วตา ม่วงเกษม
อาจารย์ประจำสาขา Travel Industry Management วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

 ดาวน์โหลด PDF คลิกที่นี่


TAT Review Magazine 2/2015