ผมเคยเป็นเด็กวัยรุ่นที่อยู่ทั้งยุคค่าตั๋วเครื่องบินแพง และค่าตั๋วเครื่องบินถูก ในยุคค่าตั๋วแพงนั้น พวกเราทำได้เพียง นั่งดูพี่ เรย์ แมคโดนัลด์ ที่จะคอยบิวท์ให้เราออกเดินทางแบบ แบ็คแพ็ค แสวงหาชีวิตมันๆ ในฝรั่งเศส รัสเซีย อุรุกวัย พี่เรย์จะคอยบอกว่า พวกเราวัยรุ่นต้องใช้ชีวิต พวกเรามีแรง มีความฝัน พี่เรย์ครับ ผมอยากจะบอกว่า พวกเรามีทุกอย่างเลยครับ ยกเว้นตังค์ ดังนั้น แทนที่จะฟังพี่เรย์ เราเลยต้องมานั่งฟัง พี่ๆ ณ ทราเวลเอเจนซี่ ผู้คอยบอกเราอยู่เสมอว่า ใจเย็นๆ มึงเริ่มต้นจากสิงคโปร์ ฮ่องกง เมียนมาร์ เวียดนามก่อนมั้ย ซึ่งแน่นอนว่า สิงคโปร์กับฮ่องกงจะไปมันอะไรวะ มันต้องแดนฝรั่งไกลโพ้นทะเลดิ ถึงจะเรียกว่าการสำรวจโลก

โชคดีมากที่ยุคแห่งโลว์คอสต์มาถึง การมาถึงของยุคนี้ ทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินถูกลงจนเกือบจะเท่ารถทัวร์ ถ้าทำตัวเป็น   สไนเปอร์ คอยรอจ่อยิงตอนโปรโมชั่นมา คุณอาจได้ไปปารีสในราคาถูกมาก เหล่านี้ทำให้ชาววัยรุ่นที่อัดอั้นมานาน เตรียมเดินทางโบยบินสู่ดินแดนต่างๆ แต่แป๊บนึงก็นึกได้ว่า ค่าตั๋วเครื่องบินเป็นเพียงด่านสลายเงินด่านแรก นี่ยังไม่นับ ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าซื้อของ และที่สำคัญมากคือ ค่าที่พัก

ค่าตั๋วลด แต่ค่าที่พักไม่เคยลด โรงแรมในบางประเทศของยุโรปเนี่ย ขนาดเลวๆ โลว์ๆ สุดๆ ยังมีราคาในระดับเวรี่ไฮ หรืออย่างโตเกียว โรงแรมราคาประมาณ 2,000 บาท ก็จะได้ห้องรูหนูมาห้องหนึ่ง ไม่อย่างนั้นต้องไปอยู่ที่โฮสเทล 500 บาท ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้เราได้นอนบ้างไม่ได้นอนบ้าง เพราะเพื่อนร่วมห้องอาจจะกรน เมากลับมาโวยวายเสียงดัง ห้องน้ำรวมนั้นผ้าม่านปิดได้ไม่สนิท ฯลฯ จนไม่รู้ว่านี่มาเข้าค่ายลูกเสือหรือมาเที่ยว แต่ทำไงได้ล่ะ หลายคนจึงต้องจบชีวิตลงที่โรงแรมห้องซูเปอร์เล็กราคาแพง หรือไม่ก็นอนรวมในค่ายลูกเสือกันไป

คำถามคือ เรามีทางออกที่ดีกว่านี้หรือไม่

โดยพร้อมเพรียงกันแบบทั่วโลก กระแสการค้าขายแนวถึงเนื้อถึงตัว ผู้ผลิตพบกับผู้บริโภคโดยตรงนั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยอิทธิพลอันทรงพลังของโซเชียลเน็ตเวิร์ก และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ร้านขายของออนไลน์ ที่ทำให้ไม่ต้องเสียค่าเช่าบู๊ธ หรือเช่าหน้าร้านในห้างต่างๆ ทำให้ราคาขายของสินค้านั้นถูกลง หากจะเปรียบกับการท่องเที่ยว เราก็จะมีตัวเลือกในการหาที่พักมากขึ้น จากเดิมที่ต้องง้อโรงแรมต่างๆ หรือโฮสเทลที่ต้องคอยลุ้นว่า จะมีวันว่างมั้ย เราก็เริ่มได้มีโอกาสติดต่อผู้ให้บริการที่พักส่วนตัว อันหมายถึง การไปพักตามบ้านคนโลคอลที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้นๆ

บริการแนว Peer-to-Peer Accommodation อย่าง Airbnb นั้นจึงเกิดขึ้นในปี 2008 มันคือเว็บไซต์ที่อำนวยความสะดวกให้เจ้าของบ้านได้เจอกับนักท่องเที่ยว ความคิดแรกๆ ของมันเกิดจากการแบ่งปันพื้นที่ เช่น คือบางครั้ง บ้านหลังหนึ่งอาจจะมีพื้นที่ว่างๆ อยู่ห้องหนึ่ง จริงๆ เป็นห้องของลูกชาย แต่ลูกชายไปเรียนต่างเมือง ห้องเขาก็เลยว่างๆ มันคงดีไม่น้อยถ้าไม่ปล่อยว่าง และเอามาปล่อยเช่าแทน เอาถูกๆ เท่าโฮสเทลก็ได้ ได้ทั้งเงินและได้ทั้งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เนื่องจากการให้นักท่องเที่ยวมานอนพักห้องลูกชายเนี่ยยังไงก็ต้องเกิดการพูดคุยกันในบ้าน หรืออย่างน้อยตอนเช้าต้องมากินข้าวพร้อมกัน (bnb คือ bed and breakfast) เจ้าของบ้านได้เจอวัฒนธรรมใหม่ นักท่องเที่ยวคนนั้นนอกจากจะรู้สึกว่าได้อาศัยอยู่กับชาวโลคอล ได้สัมผัสกับบ้านคนจริงๆ อยู่จริงๆ ไม่ใช่โรงแรม แล้วเขายังได้ห้องพักในราคาที่ถูกลง (หรือราคาเท่ากัน แต่ได้ห้องใหญ่ขึ้น หรือ ได้ยึดบ้านทั้งหลัง)

นอกจากนี้แล้ว ระบบเว็บไซต์ของ Airbnb ยังสามารถให้เราหาที่พักได้ตามความต้องการส่วนตัวมากๆ (อันเป็นลักษณะเด่นของสินค้า และบริการของยุคนี้ คือ Customized ได้ ปรับตามความต้องการของแต่ละบุคคลได้) ดังนั้น มันจะสบายมากๆ เวลาหาที่พัก เพราะบางครั้งเราไปพักโรงแรม เราก็ไม่ได้เปิดทีวีในห้องสักแอะ (แต่เราเสียค่าทีวีไปแล้วในค่าที่พัก) เราก็ระบุได้ว่า ห้องที่เราอยากได้มันต้องมีอะไรบ้างและไม่ต้องมีอะไรก็ได้ มันจึงประหยัดเงินไปได้เยอะ ไม่ต้องไปหมดกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรในความสนุกของการเดินทางของเรา

โดยส่วนตัวผมเคยใช้บริการ Airbnb อยู่หลายครั้งพอสมควร ก็จะค่อยๆ พบว่า Airbnb มันก็โลคอลดีอยู่หรอก แต่บางทีมันก็โลคอลไป เป็นความไม่แน่นอนที่เราต้องจ่ายแทนเงินมีอาการแทงหวยเล็กน้อย เช่น

เจ้าของบ้านหายไป
แน่นอนว่าบ้านคนไม่มีล็อบบี้รอการมาถึงของเราแบบ 24 ชั่วโมง ดังนั้น สิ่งที่ต้องลุ้นไว้ก่อนเลย คือ เจ้าของบ้านครับ มึงจะโผล่หน้ามารับกูในวันเวลาที่ถูกต้องใช่มั้ย นั่นส่งผลให้เราต้องซื้อซิมมือถือโดยอัตโนมัติ (เสียตังค์แล้ว) หรือไม่ก็ต้องเปิดโรมมิ่ง โทรฯ เข้าโทรฯ ออกได้ เผื่อเกิดเหตุอันไม่คาดฝัน เช่น เจ้าของบ้านมาเปิดบ้านให้สาย หรือติดต่อเจ้าของบ้านไม่ได้เมื่อมายืนหน้าบ้านเขาแล้ว (นี่ยังไม่นับเรื่อง การหาบ้านไม่เจอ เพราะบ้านบางคนอยู่ชั้น 7 ของอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งหน้าตาอพาร์ตเมนต์บางเมืองนี่ก็หายากมาก แม้ว่าเราจะมีแผนที่มาแล้วก็ตาม) และสำหรับคนที่คาดหวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับคนโลคอลนั้น บางทีก็ต้องผิดหวัง เพราะเจ้าของบ้านบางทีแค่มาแลกเปลี่ยนกุญแจห้องแล้วก็ไปเลย หรือที่เคยเจอคือ เจ้าของบ้านส่งม้าเร็วมาส่งกุญแจให้แล้วก็จากไป ว่าง่ายๆ คือ กูไม่ได้แลกเปลี่ยนคัลเจอร์ใดๆ ทั้งสิ้น

ของโลคอลไป
ตามประสาบ้านคนธรรมดา บางสิ่งบางอย่างนั้นก็ย่อมจะธรรมดาไปด้วย เช่น ผมเคยเจอการล็อกบ้านแบบพิเศษ เนื่องจากกลอนประตูไม่ค่อยดีนัก เวลาล็อกจำเป็นต้องบิดลูกบิดให้หนักกว่าปกติพร้อมกดล็อกให้ทันท่วงทียามบิด คือจำเป็นต้องมีการฝึกฝนกับเจ้าของบ้านเล็กน้อย กว่าจะล็อกประตูบ้านเป็น (ในขณะที่ ประตูห้องโรงแรมมันจะค่อนข้างมาตรฐาน มีการ์ดแตะกุญแจล็อกแบบปกติ หรือถ้ามันเสียก็สามารถลงไปแจ้งที่ล็อบบี้ได้) เข้าใจว่าไอ้การล็อกประตูท่าพิเศษแบบนี้ เอาจริงๆ มันก็เหมือนบ้านพวกเราตามปกติน่ะแหละ คือบางทีแม่ไม่ยอมเปลี่ยนลูกกุญแจนี้เสียที เวลาล็อกต้องล็อกบ้านแบบแปลกๆ แต่คนในบ้านมันชิน ก็ทำกันไปตามความขี้เกียจ เป็นวัฒนธรรมประจำตระกูลไป คือจะมองว่านี่คือซูเปอร์โลคอลก็ได้ นี่ไง  เรียล พักบ้านคนจริงๆ มันก็มีของใช้ได้บ้าง ใช้ไม่ได้บ้าง หรือใช้ได้แต่ต้องฝึกใช้เล็กน้อย นี่ยังไม่นับว่าบางบ้านมีระบบเปิดน้ำร้อนแปลกๆ เครื่องฮีทเตอร์ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย เตียงแข็งไป หน้าต่างปิดได้ไม่สนิท หรือกระทั่งเคยเจอเจ้าของบ้านเป็นอาร์ติสท์ แกบอกไว้ก่อนว่า ห้ามปิดหลอดนีออนสีๆ ในห้องนี้ เพราะมันเป็นงานศิลปะของแก ต้องเปิดไว้ตลอด อะไรก็ไม่รู้ แต่เอาเหอะ เปิดก็ได้ ไฟแม่งแยงตาตอนนอนทั้งคืนเลย

เพื่อนบ้าน
แน่นอนว่าพักบ้านจริงๆ ก็ย่อมต้องเจอสภาพแวดล้อมรอบๆ ในขณะที่โรงแรมนั้นจะค่อนข้างเป็นห้องปิด เงียบหน่อย หรืออาจจะมีเสียงทะลุมาจากห้องข้างๆ บ้างในกรณีที่กำแพงบาง แต่โดยรวมคือก็จะสงบเล็กน้อย แต่เมื่อท่านได้ไปพักในบ้านชุมชน บางครั้งก็จะเจอปัญหาแบบบ้านจัดสรรต่างๆ คือ อย่างเช่นที่ปารีสนั้น เคยพักแล้วห้องข้างบนกับห้องข้างๆ แกคงประกอบอาชีพอะไรสักอย่างที่เป็นแนวตื่นเช้า พอสักประมาณตี 5 นี่แม่งเริ่มละ เดินไปเดินมา คุยกัน เสียงทะลุเข้ามาในห้อง เปิดประตู ปิดประตู นี่ยังไม่นับคนเก็บขยะที่มาเก็บบ่อยๆ ผ้าม่านห้องแม่งก็บาง คนข้างนอกเดินไปเดินมาไม่รู้มองเข้ามาเห็นรึเปล่า แต่จริงๆ ก็ไม่น่าจะถือสาอะไรมาก เพราะเราอยู่ในโหมดแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนี่นา

เลนส์ไวด์
ห้องตัวอย่างบางห้องถ่ายด้วยเลนส์ไวด์ เห็นในรูปก่อนมา คิดว่าคงอยู่ได้สัก 5 คน ตัดภาพไป เข้าห้องไปคนเดียว จมูกก็ชิดประตูห้องน้ำแล้ว แม่งโดนเลนส์ไวด์หลอกชัดๆ ก็มีความรู้สึกเอิ่มๆ กันไปบ้าง หรือบางทีบอกว่าห้องนอนได้ 3 คน ซึ่งพอไปถึงก็นอนได้ 3 คนจริงๆ แต่เท้าเพื่อนนี่อยู่บนหัวเราแล้ว อะไรแบบนี้

นี่อาจจะเป็นตัวอย่างข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายๆ คนอาจจะคิดไม่เห็นเป็นข้อเสียเลย เพราะถ้ามองอีกแง่มุมจริงๆ มันก็คือการมานอนในบ้านคนโลคอล ในสถานการณ์แบบโลคอลจริงๆ มันก็ได้สัมผัสการท่องเที่ยว หรือเมืองนั้นแบบของจริงๆ (คือชีวิตจริงของทุกคนมันก็ต้องมีปัญหาบ้างเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหละ มันไม่มีอะไรสมบูรณ์กริ๊บๆ แบบการอยู่โรงแรม) บางครั้งเราก็ได้สัมผัสอะไรแปลกๆ เช่น ห้องที่ผมเคยไปพัก อยู่ข้างๆ ร้านขนมปัง ออกมาหันขวาแล้วเจอเลย ก็ได้เข้าไปซื้อพร้อมกับชาวปารีเซียงทั้งหลายในชั่วโมงเร่งด่วน แล้วกลับเข้ามานอนกิน ความจริงแล้วไอ้ข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ นั้นมันเทียบไม่ได้เลยกับการได้ราคาถูก (ฮา) คือว่าง่ายๆ เลือกจะถูกแล้ว ก็ต้องอดทน

หลายคนอ่านแล้วอาจจะบอกว่า ทำไมดูไม่แอพพรีชิเอตกับการเสพวัฒนธรรมโลคอลเลย ทั้งๆ ที่เจตนาแรกๆ มันถูกสร้างมาเพื่อการสำรวจปรัชญาชีวิต คือที่ผ่านมาบริการ Airbnb เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายคนเริ่มมองมันเป็นการลงทุน เป็น Investment แบบหนึ่งไปแล้ว เช่น บางคนเช่าบ้านสัก 2-3 หลังแล้วมาปล่อยเช่าใน Airbnb เป็นเรื่องเป็นราว นี่ไม่ใช่เรื่องคัลเจอร์กันอีกต่อไป

ทุกวันนี้มีบริการมากมายในลักษณะที่คลับคล้ายกับ Airbnb เช่น Couchsurfing บริการที่จะบ้านๆ กว่า เพราะนี่คือการยืมโซฟาบ้านเพื่อนนอนคืนสองคืนแล้วก็ย้ายไปบ้านคนอื่นต่อ คือว่าง่ายๆ อันนี้เป็นแนวหาที่ซุกหัวนอนเลยจริงๆ แต่ข้อดีมากๆ คือ ฟรี จะไปแลกเปลี่ยนกันทางอื่นก็แล้วแต่จะพูดคุยกัน อาจจะเป็นแนวซื้อของไปกำนัล หรือจ่ายค่าอาหารแทน อะไรแบบนั้น ข้อเสียที่เสียมากคือ มีข่าวไม่ดีในเชิงอาชญากรรมออกมาเกี่ยวกับบริการนี้บ่อยครั้ง อาจจะเป็นเพราะมันดิบและใกล้ชิดกันมากๆ (ด้วยหลักการแห่งการนอนบ้านเพื่อน)

ถ้ามองกันตามหลักเศรษฐศาสตร์และทฤษฎีวิวัฒนาการหน่อย อะไรไม่เวิร์กเดี๋ยวมันก็จะค่อยๆ หายไปเอง แม้ว่าบริการลักษณะนี้จะมีอยู่หลายแห่ง แต่ที่ยังได้รับความนิยมสุดก็คือ Airbnb ซึ่งก็มีทั้งข้อดี และข้อเสียต่างๆ กันไป สำหรับผมแล้ว มันเป็นบริการแนวลุ้นๆ นิดนึง ซึ่งก็อาจจะกินพลังงานในการท่องเที่ยวไปบ้างก็ว่ากันไป ซึ่งสำหรับคนที่แก่ขึ้นอย่างพี่เรย์ แมคโดนัลด์คนเดิม ก็อาจจะไม่ได้ใช้บริการนี้อีกต่อไป เพราะล่าสุดอ่านสัมภาษณ์แก แกก็บอกว่า ด้วยวัยขนาดนี้ แกก็อยากพักผ่อนสบายๆ ไม่ต้องลุยมาก แต่สำหรับวัยรุ่นยังมีพลังงานเหลือเฟือ บริการเหล่านี้ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่แย่นัก ประหยัดเงินได้จำนวนหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ คือ มันจะมอบประสบการณ์พิเศษให้นักเดินทางคนนั้น เพราะอะไรที่มันไม่แน่ไม่นอน หรือต้องลุ้นเนี่ย มันจะเป็นความทรงจำที่คนคนนั้นจะไม่มีวันลืมเลยล่ะครับ


 

เรื่อง : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

 ดาวน์โหลด PDF คลิกที่นี่


TAT Review Magazine 2/2015