โดราเอมอนในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ / ท้องถิ่น
เมื่อเอ่ยถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘พิพิธภัณฑ์’ ความหมายที่มักเข้าใจกันโดยทั่วไปในสังคมไทยก็คือ เป็นสถานที่ซึ่งเป็นที่แสดงความเป็นมาของชาติและการแสดงถึงความภูมิใจในประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวหรือชีวประวัติของวีรบุรุษ / วีรสตรี ที่ได้เสียสละอย่างใหญ่หลวง

พิพิธภัณฑ์ในลักษณะดังกล่าวนี้มักจะเป็นการดำเนินการโดยรัฐทั้งในแง่ของงบประมาณ และบุคลากร และโดยที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักของไทยเป็นประวัติศาสตร์ที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางแห่งความเปลี่ยนแปลง จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไทยก็จะเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นด้านหลัก ไม่ว่าในเชิงตัวบุคคล เหตุการณ์ สถานที่

ในอีกด้านหนึ่ง ได้มีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นปรากฏให้เห็นทั้งในรูปแบบที่เสนอเรื่องเล่าของท้องถิ่นที่สอดคล้องไปกับเรื่องเล่าของชาติไทย ซึ่งอาจเป็นเรื่องของผู้คน เหตุการณ์ที่ดำเนิน ไปในทิศทางเดียวกันกับความยิ่งใหญ่ของชาติ เช่น เรื่องเล่าของวีรบุรุษ / สตรี ในท้องถิ่น ที่มีการช่วยเหลือต่อผู้นำไทยในการปกป้องบ้านเมือง

 

นอกจากนี้ยังปรากฏพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ที่มุ่งบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนในท้องถิ่น โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อโครงเรื่องของ ประวัติศาสตร์มากเท่าใด หากต้องการสะท้อนวิถีชีวิตความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหวของกลุ่มในแต่ละท้องถิ่น อาจกล่าวได้ว่า พิพิธภัณฑ์ในลักษณะเช่นนี้ตอบสนองต่อความต้องการโหยหาอดีตของผู้คนในสังคมไทยจำนวนมากที่ขยายตัวอย่างกว้างขวางหลังทศวรรษ 2540 และโดยที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการนี้ได้ เนื่องจากแทบทั้งหมดของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเป็นเรื่องที่ห่างไกล ไม่สัมพันธ์เกี่ยวข้องและดูจะแปลกแยกกับความเป็นจริงในชีวิตของผู้คนมากขึ้น อันเป็นผลให้เกิดพื้นที่เพื่อสร้างอดีตของตนเองขึ้น ดังความพยายามในการฟื้นประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นจำนวนมากในสังคมไทยผ่านการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ และพื้นที่เหล่านี้ก็ปรากฏอยู่ในรูปแบบต่างๆ ไม่ได้จำกัดเอาไว้เพียงรูปแบบของพิพิธภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ความเฟื่องฟูในการท่องเที่ยวของตลาดโบราณที่ประกอบไปด้วยสถานที่ ซึ่งมีเรื่องราวอันยาวนาน มีสินค้าให้ผู้คนสามารถบริโภคถึงประวัติความเป็นมาของตนนับเป็นตัวอย่างหนึ่งของการสร้างพิพิธภัณฑ์ของผู้คนให้บังเกิดขึ้น

 

โดยที่ไม่มีความเหมือนหรือความคล้ายคลึงอะไรกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในพิพิธภัณฑ์ แบบไทยๆ โดราเอมอน (Doraemon) หรือแมวหุ่นยนต์สีฟ้าผู้มาจากอนาคตของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตัวละครเด่นในการ์ตูนชื่อเดียวกันกับเจ้าแมวตัวนี้ แม้ว่าจะไม่เคยต่อสู้เพื่อกู้ชาติญี่ปุ่น ไม่เคยเข้าร่วมรบในสงครามใดๆ นอกจากการเป็นส่วนหนึ่งของโนบิตะในการทะเลาะกับเพื่อนๆ ในละแวกบ้าน และโดราเอมอนก็ไม่ใช่ The Great Robot ที่ได้มาช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ ให้รอดพ้นจากหายนะภัยจนถึงขนาดที่จะต้องมีการสร้างอนุสาวรีย์หรือพิพิธภัณฑ์เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของเขา (หรือหากกล่าวให้ตรงกับภาษาไทยแบบมาตรฐานก็คือ ‘วีรกรรมของมัน’)

หากมองด้วยมาตรฐานของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่จะบอกเล่าเรื่องวีรกรรมของวีรบุรุษ / วีรสตรี ที่สัมพันธ์กับการสร้างชาติ หรือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งจะอธิบายถึงความเป็นมาของท้องถิ่นไม่ว่าจะสัมพันธ์กับชาติหรือไม่ก็ตาม ทำให้พื้นที่ดังกล่าวนี้มีลักษณะที่ได้รับการเคารพและยอมรับจากผู้คน สำหรับโดราเอมอนแล้วนับว่าอยู่ห่างไกลจากการจะถูกพิจารณาในการให้ความสำคัญถึงการสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์

แต่พิพิธภัณฑ์โดราเอมอนก็ได้เปิดทำการขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2012 สถานที่แห่งนี้กลายเป็นที่เที่ยวชมยอดนิยมแห่งหนึ่งของผู้คนในญี่ปุ่นระบบการเข้าชมซึ่งต้องมีการจองล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์อันแตกต่างไปจากพิพิธภัณฑ์แห่งอื่นๆ ที่ผู้ชมสามารถซื้อตั๋วและเดินเข้าชมได้ในวันเวลาที่ตนเองต้องการ อาจช่วยสะท้อนถึงความ ‘ฮิต’ ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ไม่น้อย

เมื่อนึกถึงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ ความเข้าใจก็มักจะให้ความสำคัญกับชาติ ท้องถิ่น วีรกรรมของวีรบุรุษ / วีรสตรี การให้ความสำคัญกับปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ในแง่หนึ่งเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากบริบทของสังคมนั้นๆ ว่าให้ความหมายกับสิ่งใด โครงเรื่องแบบใดซึ่งสามารถถูกกล่าวถึงในทางสาธารณะได้ บุคคลชนิดใดที่ควรถูกยกย่องหรือให้ความเคารพ เพราะฉะนั้น พิพิธภัณฑ์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ ‘เทคนิค’ หรือความสามารถในการเล่าเรื่องที่บรรจุอยู่ในพื้นที่เท่านั้น หากยังสัมพันธ์อย่างมากกับระบบความรู้ ความหมายที่ให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์ต่างๆ

หรือหากกล่าวในอีกแบบหนึ่งก็คือ ความสามารถในการนำเสนอ / เล่าเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ ในแต่ละสังคมก็ขึ้นอยู่กับเพดานของระบบความรู้ในแต่ละสังคมว่าจะอนุญาตให้สามารถคิดว่าสิ่งใดมีความสำคัญและสามารถระลึกถึงได้ ขณะที่บางสิ่งก็อาจถูกลดทอน ละเลย มองข้าม และไม่อนุญาตให้ผู้คนสามารถทำการระลึกถึงได้

ความตั้งใจในที่นี้ต้องการจะให้คำอธิบายถึงความเป็นไปได้ของการสร้างพิพิธภัณฑ์ ที่หลากหลายและไม่ได้จำกัดอยู่เพียงขอบเขตของความเป็นชาติหรือความเป็นท้องถิ่นเท่านั้น โดยจะเสนอคำอธิบายจากพิพิธภัณฑ์โดราเอมอนและรวมถึงพิพิธภัณฑ์แห่งอื่นๆ ในญี่ปุ่นที่จะช่วยทำให้ทำความเข้าใจต่อเงื่อนไขและบริบทของการรับรู้ รวมทั้งการให้ความเข้าใจต่อพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทยได้เพิ่มมากขึ้น

 

วีรวิฬาร์ข้ามกาลเวลา
พิพิธภัณฑ์โดราเอมอน หรือในชื่ออย่างเป็นทางการคือ พิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ (Fujiko F. Fujio Museum) อันเป็นชื่อของนักเขียนผู้สร้างผลงานการ์ตูนหลายเรื่องซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นที่รู้จักกันดีในสังคมไทย ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เช่น ปาร์แมน คิวทาโร เป็นต้น อย่างไรก็ตามการ์ตูนที่โด่งดังและกลายเป็นตัวเอกของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็คือโดราเอมอน แม้ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงผลงานและการทำงานของฟูจิโกะ ฟูจิโอะ แต่พื้นที่และข้าวของที่จัดแสดงส่วนใหญ่ก็จะมาจากการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนเป็นหลัก จนสามารถกล่าวได้ว่าเป็นหัวใจ สำคัญของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ไม่เพียงแต่เป็นหุ่นยนต์แมวเท่านั้น แต่โดราเอมอนยังไม่ได้ถือกำเนิดบนโลกนี้จริงๆ ตามเรื่องเล่าในการ์ตูน โดราเอมอนถือกำเนิดเมื่อ ค.ศ. 2112 ในโลกอนาคตก่อนที่จะถูกส่ง มาในโลกปัจจุบัน หากพิจารณาในด้านนี้เขา (อันหมายถึงโดราเอมอน) จึงยังไม่ถือกำเนิดขึ้น เมื่อยังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ก็หมายความว่าบรรดาการกระทำต่างๆ ของเขาก็ยังมีความไม่แน่นอนที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2012 นับเป็นเวลา 100 ปี ก่อนที่โดราเอมอนจะมาถือกำเนิดบนโลก ซึ่งระยะเวลาการถือกำเนิดของโดราเอมอนก็จะยิ่งลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จวบจนกระทั่ง ค.ศ. 2112 ต่างไปจากพิพิธภัณฑ์แห่งอื่นอย่างสำคัญ ที่ยิ่งนานวันเรื่องราวของเรื่องเล่าที่นำเสนอก็จะยิ่งมีระยะเวลาที่นานเพิ่มมากขึ้น

การโดดข้ามกาลเวลาเป็นประเด็นท้าทายต่อความใคร่รู้ของมนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง ความพยายามแสวงหาเครื่องมือในการเดินทางข้ามเวลา หรือการพยายามค้นหาความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีฟิสิกส์ถึงการข้ามเวลา ล้วนเป็นสิ่งที่เป็นคำถามมาอย่างยาวนาน การเล่นกับเวลา ซึ่งถูกเชื่อว่าเป็นเส้นตรง เดินไปข้างหน้า ไม่อาจหวนกลับได้ เป็นเรื่องที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางและบ่อยครั้งในการ์ตูนโดราเอมอน แม้กระทั่งกับพิพิธภัณฑ์ก็ยังคงเล่นกับกาลเวลาในการถือกำเนิดอีก 100 ปีข้างหน้า

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าโดราเอมอนไม่เคยเป็นผู้นำในการทำสงครามเพื่อสร้างชาติญี่ปุ่นมากที่สุดคือการช่วยเหลือโนบิตะ ตัวเอกคนหนึ่งในการสู้กับไจแอนท์ เด็กเกเรที่ชมชอบการใช้กำลังในการแก้ไขปัญหา บทบาทของโดราเอมอน จึงไม่ได้มีความสำคัญในระดับชาติหรือกระทั่งในระดับชุมชนที่ควรได้รับการบันทึกไว้อย่างเอิกเกริกแต่อย่างใด ชีวิตประจำวันของโดราเอมอน โนบิตะและเพื่อนๆ ในชุมชน เป็นวิถีชีวิตธรรมดาๆ ของชนชั้นกลาง ญี่ปุ่นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 (ภายหลังญี่ปุ่นได้ผ่านยุค ความลำบากในการสร้างญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่หลังการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 กลางศตวรรษที่ 20) วิถีชีวิตเช่นนี้ย่อมไม่ได้มีความหมายใดเลยหากสังคมนั้นให้ความสำคัญเฉพาะ ต่อชนชั้นนำในการสร้างบ้านเมือง รูปแบบชีวิตของสามัญชน ย่อมเป็นเพียงเศษธุลีใต้ฝ่าเท้าที่ไม่มีคุณค่าใดที่คู่ควรแก่การให้ความสนใจต่อการจดบันทึกและเผยแพร่ต่อสาธารณะ

แต่ทำไมและด้วยเหตุผลอะไร อันทำให้โดราเอมอนสามารถถูกเขียนและมีความหมายอย่างสำคัญกระทั่งกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ใน ค.ศ. 2012 ได้

 

พื้นที่ของสามัญชนในการก่อสร้างบ้านเมือง
พิพิธภัณฑ์ที่เปิดพื้นที่ให้กับความสำคัญของสามัญชน ย่อมแสดงให้เห็นความเข้าใจหรือการยอมรับของสังคมนั้นๆ ที่มีต่อบทบาทของผู้คนกลุ่มต่างๆ ในการร่วมก่อสร้างบ้านเมือง บทบาท ของคนหลากหลายกลุ่มต่อส่วนรวมโดยไม่ได้จำกัดไว้เพียงเฉพาะชนชั้นนำ ย่อมทำให้เมื่อนึกถึง บุคคลผู้มีความสำคัญต่อบ้านเมือง จะไม่ได้มีเพียงบุคคลบางกลุ่มที่เป็นผู้สร้างบ้านเมืองและเป็น ศูนย์กลางแห่งความเจริญหรือความตกต่ำของสังคมเท่านั้น หากมีผู้คนที่เป็นสามัญชนเป็นผู้ที่มี บทบาทอย่างสำคัญประกอบอยู่ด้วย

มีพิพิธภัณฑ์เป็นจำนวนมากในญี่ปุ่นซึ่งจะนำเสนอให้เห็นเรื่องราวและวิถีชีวิตของสามัญชน ว่าเป็นส่วนหนึ่งท่ามกลางพัฒนาการการสร้างบ้านเมืองให้เกิดขึ้น พิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียว (Edo-Tokyo Museum) ที่ตั้งอยู่กลางโตเกียวแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเมืองโตเกียวที่สืบเนื่องต่อกันมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่เพียงการแสดงให้เห็นว่ามีผู้ปกครองกี่คน มีชื่อว่าอย่างไร มาจากตระกูลใด เสื้อผ้าอาวุธเป็นอย่างไร หากยังแสดงให้เห็นชีวิตของวิถีชีวิตและบทบาทของสามัญชนว่ามีส่วนอย่างสำคัญในการขยายตัวของโตเกียว ดังเช่นการรวมตัวของผู้คนในการจัดตั้งหน่วยดับเพลิงเพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาอัคคีภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงเวลาหนึ่ง การคิดค้นระบบการเตือนภัย การรวมกลุ่ม การวางระบบป้องกันอัคคีภัยของชุมชน ฯลฯ รวมไปถึงข้าวของที่แสนธรรมดาซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของผู้คน เช่น ถังตักอุจจาระ ก็ได้รับความสำคัญในการจัดวางไว้ในพิพิธภัณฑ์

การยอมรับการมีตัวตนของสามัญชนในสังคมญี่ปุ่นที่แสดงผ่านพิพิธภัณฑ์ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้อย่างกว้างขวาง ดังจะพบการจัดพื้นที่เพื่อแสดงให้เห็นถึงผู้คนและวิถีชีวิตที่อาจดูเหมือน ‘ธรรมดาๆ’ ดังการสร้างพิพิธภัณฑ์ราเมน (หรือเส้นบะหมี่เหลือง) อาหารในชีวิตประจำวันของสามัญชน ก็เป็นเรื่องที่ได้มีการจัดทำขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจไม่มีความสำคัญแต่อย่างใดหากพิจารณาจากสายตาของคนในสังคมไทย

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ประวัติศาสตร์ของโตเกียวหรือของสังคมญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องของเทวดามารังสรรค์ให้บังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา พร้อมกับประทานผู้ปกครองที่อุดมด้วยทศพิธราชธรรมให้มาปกครองต่อไปอย่างสงบสุข

การยอมรับตัวตนของสามัญชนในประวัติศาสตร์สังคมของญี่ปุ่นไม่ใช่เพียงการดำรงอยู่เพียงอย่างเดียว หากยังหมายรวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อบทบาทที่สามัญชนได้กระทำลงไป ดังการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ อิโนะ  ทาดาทากะ (The Inoh Tadataka Museum) ของเมืองซาวารา (Sawara) อันเป็นการแสดงถึงความสำคัญของสามัญชนญี่ปุ่นชื่ออิโนะ (เขามีชีวิตอยู่ตั้งแต่ ค.ศ. 1745-1818) ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มในการทำแผนที่สมัยใหม่ของญี่ปุ่น เขาเริ่มต้นการสำรวจประเทศญี่ปุ่นในวัย 55 ปี (ค.ศ. 1800) ภายหลังจากที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์กับชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง อิโนะได้ทุ่มเท การสำรวจและการจัดทำแผนที่จวบจนกระทั่งอายุ 71 ปี ภายหลังจากที่เขาเสียชีวิตได้ 3 ปี แผนที่ทั่วทั้งประเทศของญี่ปุ่นก็ได้ทำสำเร็จลง เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิก การทำแผนที่สมัยใหม่ของญี่ปุ่น หรือเป็นที่รู้จักกันว่า Map Man ซึ่งภายหลังต่อมาที่วิทยาการทางด้านการแผนที่มีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ได้มีการเปรียบเทียบแผนที่ซึ่งทำโดย      อิโนะ กับแผนที่สมัยใหม่ ก็พบว่าแผนที่ซึ่งทำโดยอิโนะนั้นมีความคลาดเคลื่อนไปจากแผนที่สมัยใหม่เพียงเล็กน้อย

ประวัติศาสตร์สังคมที่เปิดกว้างให้กับสามัญชน จึงมีความหมายอย่างสำคัญต่อการทำให้พิพิธภัณฑ์เปิด กว้างให้กับผู้คนหลากหลายกลุ่ม ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียง ชนชั้นนำในสังคมเท่านั้นที่เป็นผู้ผูกขาดประวัติศาสตร์ของสังคมเอาไว้ และเป็นปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑ์โดราเอมอนสามารถจัดสร้างขึ้นมาได้

 

ท้องถิ่นจัดการพิพิธภัณฑ์
การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ของสามัญชนในญี่ปุ่นเกิดขึ้นด้วยการดำเนินการ หรือการให้การสนับสนุนของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นหรือชุมชนซึ่งอาจปรากฏในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านงบประมาณการบริหารจัดการ การประสานงานกับหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์อิโนะ ได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่นอย่างมาก และถือว่าเป็นหนึ่งในสามสิ่งที่มีค่าของเมืองซาวารา (Three Gems of Sawara) ขณะที่พิพิธภัณฑ์โดราเอมอน เป็นการดำเนินการโดยเมืองคาวาซากิ (Kawasaki City) ในการดำเนินการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้น รวมทั้งการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ในการจัดสร้างระบบขนส่งมวลชนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้ ทั้งที่ผู้เขียนโดราเอมอนถือกำเนิดในเขตโทยามา (Toyama Prefecture) แต่ได้ย้ายมาพำนักอยู่ที่เมืองคาวาซากิเมื่ออายุได้ 28 ปี แต่เป็นสถานที่ซึ่งเขาได้สร้างผลงานอันมีชื่อเสียงขึ้น

พลังของท้องถิ่นจึงมีความหมายในการทำให้พื้นที่ของสามัญชน สามารถถือกำเนิด ดำรงอยู่ เนื่องจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่อาจเป็นไปได้ด้วยศักยภาพของท้องถิ่นแต่เพียงอย่างเดียว หากท้องถิ่นไม่มีความเข้มแข็งอย่างเพียงพอก็อาจเป็นข้อจำกัดประการหนึ่งในการสร้างความพร้อมให้บังเกิดขึ้นในประเด็นความเข้มแข็งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นถึงรูปแบบของการกระจายอำนาจที่ทำให้รัฐบาลในระดับท้องถิ่นมีศักยภาพในการพัฒนาด้านต่างๆ ซึ่งให้ความสนใจต่อความต้องการของชุมชนท้องถิ่น

เพราะฉะนั้น นอกจากความสามารถในการออกแบบหรือการนำเสนอเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์แล้ว บทบาทของท้องถิ่นจะมีส่วนสำคัญต่อการทำให้พิพิธภัณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้น มีชีวิตหรือไม่ ซึ่งความสำคัญของท้องถิ่นไม่ใช่เพียงในด้านขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่เป็นหน่วยงานอย่างเป็นทางการเท่านั้น ความรู้สึกหรือความภาคภูมิใจในสิ่งที่พิพิธภัณฑ์ ได้นำเสนอก็เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ของสามัญชนสามารถเป็นผลขึ้นได้จริง

 

สังคมการเมืองในพิพิธภัณฑ์
ท่ามกลางการขยายตัวของพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งซึ่งมุ่งจะตอบสนองต่อการโหยหาอดีตผู้คนในสังคมไทย อาจทำให้ดูราวกับว่าทิศทางของพิพิธภัณฑ์กำลังเดินห่างไปจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ และตอบสนองต่อความต้องการอันหลากหลายของผู้คนมากขึ้น ทำให้กลายเป็นว่าพื้นที่ถูกกำกับไว้ด้วยแนวความคิดแบบพิพิธภัณฑ์ชาติน้อยลง และทำให้เกิดการค้นคว้าและตอบคำถามที่กว้างขวาง มากขึ้นเกี่ยวกับสถานะของพิพิธภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏขึ้นในพื้นที่เหล่านี้ มิใช่เป็นเพียงประเด็นของเทคนิควิธีในการเสนอประเด็น ระบบการบริหารจัดการ การใช้แสงสีเสียง การจัดวาง ฯลฯ เพดานความคิด ของประวัติศาสตร์และสังคมการเมืองที่มีต่อสถาบันและผู้คนในสังคม ล้วนเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญ สามารถคิดถึงว่าบุคคลใด เหตุการณ์ใด การกระทำเช่นไร จะมีความ ‘สำคัญ’ ที่ควรได้รับการจัดทำขึ้น เป็นพิพิธภัณฑ์

การตระหนักถึงระบบความรู้ที่กำกับอยู่ภายในสังคมจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เราสามารถเข้าใจได้ถึงความหมายของพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่เพียงเฉพาะเรื่องราวอันเป็น ‘ผิวหน้า’ (surface) ที่มุ่งหมายนำเสนอเท่านั้น หากยังมองเห็นบริบททางสังคมต่อการสร้างพิพิธภัณฑ์แต่ละประเภทให้ถือกำเนิดขึ้น รวมทั้งการละเลยให้บางประเด็นไม่ถูกเอ่ยถึง ไม่สามารถถูกให้ความสำคัญว่าทั้งหมดนี้มิใช่เพียงความสามารถของปัจเจกบุคคลคนใดคนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นบุคคล สิ่งของ เหตุการณ์ ซึ่งถูกหยิบมานำเสนอให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ หากเป็น สังคมการเมืองของสังคมนั้นๆ ที่อนุญาตให้ทั้งหมดสามารถถูกสร้างเป็นเรื่องราวและกลายเป็น ‘พิพิธภัณฑ์’ ขึ้นมา


 

สมชาย ปรีชาศิลปกุล
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

TAT Review Magazine 1/2015
TAT Review Magazine 1/2015