‘ความเป็นไทย’ ที่ปัญญาชนนิยาม เกิดขึ้นในบริบททางการเมืองอย่างไร และมีความสำคัญอย่างไรในฐานะเป็นฐานทางอุดมการณ์ที่จรรโลงโครงสร้างการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจ และโครงสร้างสังคมที่แบ่งคนเป็นลำดับชั้น แล้ววิเคราะห์ให้เห็นว่าฐานทางอุดมการณ์ดังกล่าวนี้ เมื่อดำรงอยู่ในฐานะ ‘วิธีคิดกระแสหลัก’ ในทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา ซึ่งสังคมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น ได้กลายเป็นอุปสรรคในการปรับตัวของคนไทยเพราะมีความหมายแคบเกินไป จนไม่สามารถเปิดพื้นที่ให้แก่คนทุกกลุ่มในสังคมไทย ที่จะมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคที่จำเป็น ทั้งแก่การเข้าถึงทรัพยากรและการดำรงชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้ ‘ความเป็นไทย’ กระแสหลัก กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างความรุนแรงในสังคมไทยในระยะหลายทศวรรษที่ผ่านมา

จาก การสร้าง ‘ความเป็นไทย’ กระแสหลัก และ ‘ความจริง’ ที่ ‘ความเป็นไทย’ สร้างโดย สายชล สัตยานุรักษ์

Manhattan 2014
วันนั้น เมื่อเดินจากเวสต์วิลเลจไปยังอีสต์วิลเลจ โฆษณาอพาร์ตเมนต์ใหม่ๆ ในย่านนั้น ทำให้ผมเกิดความรู้สึกคุ้นเคย

อพาร์ตเมนต์พวกนั้นโฆษณาว่า-น้ำไม่ท่วม!

ราวสามสิบปีที่แล้ว โฆษณาหมู่บ้านจัดสรรกรุงเทพฯ ก็เต็มไปด้วยวลีเดียวกันนี้-น้ำไม่ท่วม, และหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ก็ดูเหมือนวลีนี้จะกลับมาอีกกับการโฆษณาขายอสังหาริมทรัพย์

แต่ไม่นานนักมันก็จางหายไป

 

Bangkok ๒๕๓๗
น่าจะพุทธศักราชนั้นกระมัง ที่ผมได้ยิน ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ท่านพูดว่า คนกรุงเทพฯ เป็น ‘ชาวน้ำ’

คำพูดนั้นเป็นคำพูดง่ายๆ คล้ายเป็น Fact ธรรมดาอย่างหนึ่งที่ทุกคนก็น่าจะรับรู้กันอยู่แล้ว แต่อะไรบางอย่างในคำพูดง่ายๆ นั้นกลับสั่นสะเทือนลึกเข้าไปในความคิด คล้ายเกิดแผ่นดินไหวใหญ่

ผมเพียงแต่สงสัยว่า เพราะอะไร ในพุทธศักราชนั้น (หรือประมาณนั้น) จึงเกิดการก่อสร้างขยายเมืองออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งอาคารสูงระฟ้า เสียดฟ้า และพยายามจะไต่ขึ้นไปให้ถึงฟ้า

ทั้งที่เรารู้กันดีอยู่ว่ากรุงเทพฯ เป็นที่ลุ่มต่ำ

 

Manhattan 1811

เมื่อมีการถมบึง Collect Pond สำเร็จในปี 1811 ก็ดูเหมือนแมนฮัตตันจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

แมนฮัตตันเคยเป็นที่ลุ่มต่ำเหมือนกรุงเทพฯ แต่ที่ไม่เหมือนกรุงเทพฯ ก็คือลึกลงไปใต้แมนฮัตตันนั้น มี ‘ฐานหิน’ (Bedrock) แข็งที่เรียกว่า Manhattan Schist คอย ‘รอง’ อยู่ ในขณะที่กรุงเทพฯ มีฐานเป็นดินเลนอันอ่อนยวบ และพร้อมจะสั่นสะท้านได้ทุกเมื่อเหมือนเยลลี่ หากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองหลวงแห่งนี้

ทางเหนือของแมนฮัตตันมีที่ลุ่มต่ำสำคัญแห่งหนึ่ง เรียกว่า Muscota Marsh ที่นี่คือสวนสาธารณะพื้นที่เพียงหนึ่งเอเคอร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียสร้างขึ้นโดยร่วมมือกับ New York City Parks Department

แม้เป็นบึงที่มนุษย์สร้างขึ้น และมีลักษณะพิเศษที่หาได้ยากในธรรมชาติ คือมีทั้งบึงน้ำจืดและน้ำเค็มในพื้นที่เล็กๆ แต่ก็เป็นพื้นที่ลักษณะแบบนี้นี่เอง ที่เคยมีอยู่กระจายไปทั่วแมนฮัตตันในคืนวันที่อินเดียนแดงยังคงท่องไปทั่วถิ่นที่


   Collect Pond คือหลักฐานหนึ่ง
   Collect Pond เคยเป็นบึงน้ำจืดที่มีพื้นที่ราวๆ 48 เอเคอร์ ตั้งอยู่ใกล้กับ ‘ห้าแยก’ (Five Points) ซึ่งแม้ในปัจจุบันจะอยู่ระหว่าง Civic Center และ Chinatown แต่ในอดีตนั้น บริเวณนี้ถือเป็นพื้นที่แออัด สกปรก และเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคของนิวยอร์ก

 

นานมาแล้ว Collect Pond เคยเป็นบึงใสสะอาด เคยเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ให้ชาวนิวยอร์ก เป็นแหล่งอาหาร เป็นที่ตกปลาน้ำจืดของชาวนิวยอร์กในอดีต ทั้งยังเคยใช้เป็นที่ทดลองเรือไอน้ำ (Steamboat) อันเป็นสิ่งประดิษฐ์ของชาวอเมริกันจนประสบความสำเร็จด้วย แต่ในต้นศตวรรษที่ 18 เกิดการสร้างโรงงานต่างๆขึ้นตามริมบึงแสนสวยแห่งนี้ ทั้งโรงเบียร์ โรงฆ่าสัตว์โรงฟอกหนัง ซึ่งนอกจากจะมีการสูบน้ำจากบึงขึ้นมาใช้แล้ว ยังมีการปล่อยน้ำเสียลงไปในบึงด้วย และเป็นที่รู้กันอยู่ว่า โรงงานเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ก่อมลพิษทางน้ำในระดับสูง

 

น้ำเสียที่ถูกปล่อยลงไปในบึงก่อปัญหาร้ายแรง บึงเน่าเขละจนสุดทานทน แม้มีการขุดคลองเพื่อระบายความเน่าเขละลงไปสู่แูม่น้ำฮัดสัน (ตามบริเวณถนนที่เรียกว่า Canal Street ในปัจจุบัน) และผู้เชี่ยวชาญบางรายเสนอให้ทำความสะอาดบึง เพื่อเปลี่ยนให้บึงแห่งนี้กลับมาเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจเหมือนในอดีต แต่ในที่สุดข้อเสนอนี้ก็ถูกปฏิเสธจากอำนาจรัฐ

เมืองกำลังโตขึ้น และพื้นที่เน่าเหม็นนี้ก็ควรถูกกำจัดทิ้งเสีย!

ในที่สุด ทางการก็ตัดสินใจจะถม Collect Pond ในปี 1811 เพื่อใช้พื้นที่นี้สร้างบ้านสำหรับคนชั้นกลาง

แต่กระนั้น การถมบึงกลับเป็นไปอย่างลวกๆ ในที่สุด ของเสียโสโครกทั้งหลายที่ถูกถมฝังลงไปใต้ดินก็หมักตัว ก่อให้เกิดก๊าซมีเทนเน่าเหม็นเหมือนบ่อส้วมผุดซึมขึ้นมา ทั่วทั้งบริเวณนั้นจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นอันสุดจะทานทน ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เมื่อถมแบบลวกๆ ไม่ได้ถมให้แน่นพอ ที่สุดพื้นดินก็ค่อยๆยุบตัวลง บ้านที่สร้างไว้ทรุด ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ ไม่มีการออกแบบก่อสร้างท่อระบายนำที่ดีพอ บางคราวที่ฝนตกหนัก ถนนจึงท่วมเจิ่งเอ่อนองไปด้วยโคลนเลนของเสีย ทั้งขี้สัตว์ และอุจจาระคนลอยปะปนกันอยู่ในโคลนที่สูงถึงหนึ่งฟุต

 

บ้านที่มาดหมายจะสร้างให้คนชั้นกลางอยู่ จึงมีแต่คนย้ายหนี และทิ้งพื้นที่นี้ไว้ให้คนจนอยู่ โดยเฉพาะชาวไอริชที่อพยพหนีความอดอยากยากแค้นมาจากไอร์แลนด์ในยุคที่ผลผลิตมันฝรั่งเสียหายหนักจนผู้คนไม่มีอะไรจะกิน

ประวัติศาสตร์ของ Collect Pond บอกเราว่า ครั้งหนึ่ง แมนฮัตตันเคยเป็นที่ลุ่มต่ำ มันเคยเต็มไปด้วยบ่อบึงและแอ่งน้ำ ระบบนิเวศของแมนฮัตตันจึงไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ไม่ได้เก๋ไก๋มาตั้งแต่ปางบรรพ์เหมือนที่เราชอบนึกถึงแมนฮัตตัน ถนนสายห้าและพาร์คเลน แต่แมนฮัตตันเคยเป็นที่อยู่ของฝูงนกน้ำนานาพันธุ์ก่อนหน้าที่จะกลายเป็นศูนย์กระจุกตัวของตึกระฟ้า

แต่ก็อย่างที่ว่าไว้ แมนฮัตตันนั้นโชคดีนัก ที่เป็น ‘ที่ล่มุ ต่ำ’ ซึ่งมี ‘ฐานหิน’ คอยรองรับเอาไว้ เป็นหินที่แปรสัณฐานมาตั้งแต่ยุคมหาทวีปแพนเจีย ในแบบที่ไม่ได้พบเห็นกันบ่อยนักในทางธรณีวิทยา บางช่วงฐานหินที่ว่าก็อยู่ลึกลงไปหลายสิบเมตร แต่บางช่วงก็อยู่ตื้นๆ และบางช่วงก็ถึงขั้นผุดโผล่ขึ้นมาให้เห็นบนพื้นดินเสียด้วยซำ เช่นก้อนหินยักษ์ใหญ่ในเซ็นทรัลปาร์ค

ดังนั้น แม้ Collect Pond จะถูกถมด้วยคำสั่งจากทางการโดยไม่ได้ฟังเสียงผู้เชี่ยวชาญหรือประชาชนและก่อให้เกิดผลร้ายในภายหลัง แต่ก็ยังโชคดีที่ธรณีวิทยาของแมนฮัตตันนั้นเอื้อให้เกิดการก่อสร้างตึกระฟ้าขึ้นมาได้

แต่กระนั้น ธรรมชาติก็ยังย้ำเตือนนิวยอร์กอยู่เนืองๆ ว่าเฮ้! ที่นี่คือที่ลุ่มต่ำนะ!

 

การเผชิญหน้ากับเฮอร์ริเคนแซนดี้ในปี 2012 ทำให้คนนิวยอร์กต้องลุกขึ้น ‘ถกเถียงสาธารณะ’ กันว่าจะเอาอย่างไรกับเมืองกันต่อไป จะสร้างกำแพงกันน้ำตามแนวคิดเดิม หรือจะออกแบบเมืองให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ทำให้นิวยอร์กเป็นเมืองที่ ‘ยืดหยุ่นรองรับ’ ได้มากขึ้น (More Resilient) ด้วยการสร้าง ‘ที่ลุ่มต่ำ’ (หรือ Wetland) เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป

ซึ่งก็คือการพยายาม ‘กลับ’ ไปสู่แมนฮัตตันในแบบที่แมนฮัตตันเคยเป็น

ข้อถกเถียงสาธารณะว่าด้วยการจัดการสภาพแวดล้อมของเมืองในปัจจุบันเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วม ไม่เหมือนเมื่อมีการตัดสินใจจะถม Collect Pond,

อันเป็นอำนาจการตัดสินใจแบบ ‘รวมศูนย์’ ล้วนๆ!

 

Bangkok ๒๕๕๗

เมื่อไม่นานมานี้ กรุงเทพฯ เป็นเมืองลอยน้ำส่วนหนึ่ง และเป็นเมืองสะเทินน้ำสะเทินบกอีกส่วนหนึ่ง ส่วนที่ลอยน้ำได้แก่เรือนแพ ซึ่งเคยมีอยู่เป็นจำนวนมากทั้งในแม่น้ำเจ้าพระยาและตามคลองในเมือง ส่วนชุมชนสะเทินน้ำสะเทินบกคือบ้านเรือนทั้งหลายซึ่งยกพื้น มีใต้ถุนโล่ง ใต้ถุนนี้ใช้จอดยานพาหนะในฤดูแล้งและจอดเรือในฤดูน้ำหลาก เป็นสิ่งก่อสร้างซึ่งไม่ต่อต้านน้ำ ไม่ต่อต้านธรรมชาติ

กรุงเทพฯ เมืองลอยน้ำนั้นถูกกฎหมายสมัยใหม่ต้องห้ามเพราะถือว่าล้าสมัย และต้นเหตุแห่งมลภาวะ (ภูมิปัญญาไทยอีกหลายประเภทก็กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายไปในทำนองเดียวกัน) ในเวลาเดียวกันคลองต่างๆ ถูกถม กรุงเทพฯ ‘เมืองน้ำ’ ได้กลายเป็น ‘เมืองบก’ ประเด็นที่สำคัญคือปรัชญาอยู่กับธรรมชาติถูกปรัชญาต่อต้านธรรมชาติครอบงำไปหมดสิ้น


จาก ‘ต้องอยู่กับน้ำให้เป็น’
โดย ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา
ในหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ตุลาคม 2554

 

ถ้าคำว่า ‘ไทย’ แปลว่าอิสระ
คำว่า ‘ความเป็นไทย’ ก็น่าจะหมายถึงความเป็นอิสระ

ความหมายของ ‘ความเป็นอิสระ’ ย่อมหมายถึงอิสระที่จะคิดเชื่อ และทำโดยต้องรับรู้ว่าผลของการคิด เชื่อ และทำนั้น จะเป็นอย่างไร และจะได้รับผลกระทบตอบกลับจากความคิด เชื่อ และทำ ในแบบอื่นๆ อย่างไรบ้าง


แต่ก็อย่างที่รู้กันอยู่ว่า ‘ความเป็นไทย’ ที่ถูกสร้างขึ้น ตั้งแต่ก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หลังกึ่งพุทธกาลใน พ.ศ. 2500 หลังยุคตุลาคม พ.ศ. 2519 ไล่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนั้นไม่ได้หมายถึงความเป็นอิสระมากเท่ากับการเป็นกรอบกรงขังผู้คนเอาไว้กับ ‘ความหมาย’ ที่ชนชั้นนำเป็นผู้สร้างขึ้น เช่น ‘ความเป็นไทย’ ในแบบของหลวงวิจิตรวาทการ หรือ ‘ความเป็นไทย’ ในแบบของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งมีอิทธิพลต่อ ‘ความหมาย’ ของ ‘ความเป็นไทย’ในหมู่ ‘ชนชั้นนำ’ มาตลอดจนกระทั่งถึงยุคนี้

 

ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของ ‘ความเป็นไทย’ (Thainess) ที่สืบทอดตลอดมา คือการสร้างโครงสร้างให้อำนาจมีการถ่ายเทได้ในเส้นทางเดียว คือทำให้อำนาจเหมือนสายน้ำจากฟากฟ้าสุราลัย ไหลจากบนลงมาเบื้องล่าง ด้วยการถ่ายทอด ‘ความรู้’ (ซึ่งก็คืออำนาจ) จาก ‘ผู้รู้’ ที่อยู่ด้านบนของโครงสร้าง ลงมายัง ‘ผู้ไม่รู้’ ที่อยู่เบื้องล่าง ในจักรวาลวิทยาแบบนี้ ผู้รู้คือคนที่อยู่ตรงศูนย์กลางอำนาจ คอยชี้บอกและกำกับมิติต่างๆ ของผู้คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เป็นชนชั้นนำ

 

ความเป็นไทยที่ควรจะมีความหมายว่าความเป็นอิสระ จึงกลายเป็นความเป็นไทยที่ถูกทำให้แคบลง มีความหมายจำกัด เป็นความหมายที่ได้รับการ ‘รับรอง’ (Approve) จากอำนาจนำในสังคมเท่านั้น

 

โครงสร้างอำนาจที่ถูกกำกับโดยความเป็นไทยแบบนี้ จึงไม่เคยเอื้อต่อการมีส่วนร่วมที่เกิดจากความเห็นของ ‘คนข้างล่าง’ ที่จะย้อนทวนขึ้นสู่ ‘ด้านบน’ ได้

 

แต่ที่ทำให้ย้อนแย้งยิ่งขึ้นก็คือ เมื่อโลกเปลี่ยนไป ‘ความเป็นไทย’ แบบเดิมๆ ไม่สามารถ ‘รองรับ’ (Accommodate) ความหลากหลายได้แล้ว ความเป็นไทยแบบนี้ก็เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนตัวเองสู่ความทันสมัย (Modernization) เพราะกรอบของโลกบีบให้ต้องเป็นไปเช่นนั้น (เช่นจากลัทธิล่าอาณานิคมแบบตรงไปตรงมา หรือโลกอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ที่ ‘บีบ’ ให้การติดต่อสื่อสารของอำนาจเป็นไปในแนวราบมากกว่าแนวดิ่ง) ด้วยเหมือนกัน

 

โดยทั่วไป การเปลี่ยนแปลงที่มุ่งสู่ความทันสมัย (Modernization) นั้น มี ‘ราก’ อยู่ที่การ ‘ต่อสู้ต่อรอง’ หรือ ‘ต่อต้าน’ สำนึกเก่า เช่นศิลปะยุคโมเดิร์นอันเรียบง่ายเกิดขึ้นต้านศิลปะยุคโบราณอันสลับซับซ้อน ฯลฯ ซึ่งก็คือการที่ ‘อำนาจ’ ไหลทวนย้อนกลับจากล่างขึ้นบนเป็นปฏิกิริยาต่อต้านอำนาจเดิมๆ แต่สำหรับสังคมไทย ภาพที่น่าตื่นเต้นตะลึงงันก็คือ ‘Modernization แบบไทยๆ’ กลับเกิดขึ้นโดยมีสำนึกของ ‘ความเป็นไทย’ ที่อยู่ด้านบนสุด คอยล้วงลึกลงมากำกับ ‘ผู้ไม่รู้’ ที่อยู่เบื้องล่าง ว่าให้เอ็งต้องทำตัวทันสมัยนะ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องไม่ทันสมัยจนเกินไป ต้องอยู่ในกรอบของ ‘ความเป็นไทย’ อันเป็นการกำกับดูแลของอำนาจที่มองไม่เห็นและเลื่อนไหลไปมาตามแต่ว่าใครจะขึ้นมาครองอำนาจ

 

ความเป็นไทยในแบบนี้มีอิทธิพลต่อทั้งชีวิต วัฒนธรรม การปกครองการเมือง ไล่เรื่อยไปแม้กระทั่งการตรากฎหมายและการรักษาสิ่งแวดล้อม ความเป็นไทยที่อยากทำประเทศให้ทันสมัยจึงอนุญาตให้เมืองหลวงมีตึกสูง แต่กำจัดเรือนแพและวิถีชีวิตแบบ ‘ชาวน้ำ’ เพียงเพื่อให้กรุงเทพฯ ได้เดินตามรอยเมืองใหญ่ของโลกอย่างแมนฮัตตัน ซึ่งความเป็นไทยแบบนี้เชื่อว่าคือหนทางเดียวในการมุ่งหน้าสู่ความเจริญ

 

ความเป็นไทยแบบนี้ยังสร้างอภิมหาโปรเจ็กต์ใหญ่ต่างๆ โดยใช้วิธีคิดแบบเดิม คือการ ‘สั่งการ’ จากบนลงล่างโดยคิดว่าเป็นความชอบธรรม ไม่ใช่เพราะลุแก่อำนาจเท่านั้น แต่เพราะอิทธิพลของความเป็นไทยแบบนี้ที่ฝังรากลึกลงไปในเดนไดรต์ของเซลล์ประสาททำให้เข้าใจว่านี่คือวิธีการเดียวที่จะสร้างความทันสมัยให้สังคมไทยได้ โดยไม่เคยลืมตาขึ้นมองว่าความทันสมัยที่แท้จริงนั้น อำนาจจะเดินทางในแนวราบมากกว่าแนวดิ่ง และไม่มีใครสั่งให้ใครเป็นไทยหรือไม่เป็นไทยได้

 

‘ความเป็นไทย’ ที่ฝังอยู่ในสำนึกแบบนี้ จึงคือการแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างนางละคร เพื่อรำฟ้อนอวดชาวโลกอยู่บนตึกระฟ้าที่ติดแอร์ หรือไม่ก็แห่แหนวิบวับของทับทรวงและเทริด (ซึ่งแท้จริงก็รับมาจากเขมร) ให้ล่องลอยไปบนถนนใหญ่อันคลาคล่ำไปด้วยผู้คนราวกับเป็นงาน มาร์ดิกราส์ เป็นความเป็นไทยที่ถูกยกขึ้นไปอยู่บนที่สูง ผ่านการประดิดประดอยให้ดูเหมือนประณีต ปรุงแต่งจริตให้ดูเหมือนวิจิตร เป็นความเป็นไทยที่มีเอาไว้เพื่ออวดและขาย แต่ไม่ใช่ความเป็นไทยที่แนบแน่นอยู่ในวิถีชีวิต อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบที่ลุ่มต่ำ หรือหมายถึงความเป็นไทยที่มีอิสระในการคิด เชื่อ ทำ พูด สื่อสาร และมีชีวิตในแบบที่สอดคล้องกับธรรมชาติเดิมแท้ของตัวเองและสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองอาศัยอยู่

 

ความเป็นไทยที่ยึดกุมความหมายของความเป็นไทยเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว จึงได้ทำลายความเป็นไทยแบบอื่นๆ ลงจนอาจสิ้นเรี่ยวแรงที่จะเป็นไทย

 

เราตอบไม่ได้แน่ชัดนักว่าโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่เราพอมองเห็นแนวโน้มของมัน

เมื่อนิวยอร์กถมบึง Collect Pond สิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์นั้นคล้ายการซุกขยะเอาไว้ใต้พรม

เมื่อนิวยอร์กสร้างตึกระฟ้าขึ้นบนที่ล่มุต่ำ นิวยอร์กโชคดีที่มีฐานหินคอยรองรับตึกระฟ้าเหล่านั้น

แต่ถ้าไม่มีเล่า?

น่าสงสัยว่า ความเป็นไทยแบบหนึ่งที่ถูกชูให้กลายเป็นความเป็นไทยกระแสหลักแล้วเชิดเอาขึ้นไปไว้สูงลิ่วบนตึกระฟ้าที่ตั้งอยู่บนดินอ่อนยวบนั้น จะเป็นความเป็นไทยที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่

 

หรือว่าในโลกยุคใหม่ ความเป็นไทยต้องถูกดึงลงมาให้สามัญให้อยู่ในที่ลุ่มต่ำได้ด้วย ร่วมกับความเป็นไทยในแบบอื่นๆ ที่หลายหลาก เพื่อไม่ให้ใครต้องเหนื่อยเหน็ดกับ ‘ความเป็นไทย’เสียจนสิ้นเรี่ยวแรงที่จะเป็นไทย,

เหมือนที่เป็นอยู่เสมอมา


 

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

TAT Review Magazine 1/2015
TAT Review Magazine 1/2015