ยุคสมัยที่พื้นที่ youtube มีมูลค่ามากกว่าการยิงโฆษณาทางทีวีหรือแปะภาพนิ่งบนบิลบอร์ดทางด่วนมนุษย์หลายคนต้องเริ่มหันมาเรียนรู้ในการใช้ช่องทางนี้มากขึ้น หลายคนเริ่มต้องหัดตัดต่อวิดีโอให้เก่งขึ้น (รวมถึงการที่เด็กสมัยนี้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการทำหนังเป็นเบสิกชีวิตมากๆ แทบจะไม่ต้องเรียนรู้อะไรกันเลย ทำเป็นในสายเลือด) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ช่องทางการโปรโมตสิ่งต่างๆ จะถูกทำออกมาเป็นคลิปไวรัลมากขึ้น เพราะถ้าจะบอกว่ามันเป็นภาษาในการสื่อสารกับมนุษย์สมัยนี้ก็ว่าได้ เราอยู่ในยุคของ visual culture แล้วยุคที่คนชอบดูและฟังมากกว่าอ่าน 

แน่นอนว่าเมื่อวัฒนธรรมเหล่านี้มีมาหลายปีแล้ว มนุษย์ย่อมมีสกิลในการดูคลิปวิดีโอเหล่านี้มากขึ้น มีความเท่าทันกลยุทธ์และกลไกของผู้สร้างมากขึ้น การทำอะไรตรงๆ ง่ายๆ ทื่อๆ ดื้อๆ หรือทำอะไรที่หลอกคนดู หรือขี้โม้เกินความจริง คนก็จะกดปิดวิดีโอนั้นได้ภายใน 30 วินาที (ใช่ คุณมีเวลาเพียง 30 วินาทีในการยื้อคนดูให้อยู่ต่อ) ดังนั้นผู้สร้างวิดีโอโปรโมตต่างๆ (ในที่นี้เราจะสมมติว่าเราจะทำโปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศเราก็แล้วกัน) ก็จะต้องหัดศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมที่จะหาวิธีหลอกล่อให้คนอยู่กับวิดีโอของเรานานๆ รวมถึงเห็นดีเห็นงาม และพยักหน้าหงึกๆ พร้อมจะกดตีตั๋วเครื่องบินมาประเทศเราทันที จะมาเขียนเป็นหลักการก็คงจะดูเชย (และมันก็ไม่มีหลักการสูตรสำเร็จแบบนั้นจริงๆ อยู่หรอกฮะ) เอาเป็นว่าเราเลยลองยกตัวอย่างวิดีโอโปรโมตการท่องเที่ยวแจ๋วๆ มาให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วลองชำแหละให้ดูก็แล้วกันว่า อะไรทำให้วิดีโอเหล่านี้ทำให้คนอยากบินไปประเทศนั้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


THE SCREAM FROM NORWAY
สิ่งที่ได้เรียนรู้ : อารมณ์ขัน always wins
คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง, ผู้ชายตลกมักมีแฟนสวย ฯลฯ เป็นวลีที่สามารถยืนยัน (ได้ส่วนหนึ่ง) ว่าการมีอารมณ์ขันนั้นสามารถช่วยให้เรา connect กับมนุษย์และผู้คนอื่นๆ รอบตัวได้ง่ายตลกไว้ก่อน รอดเสมอ (ยกเว้นตลกแดก อันนั้นอาจโดนเกลียดในสักวัน) ก็จะสังเกตเห็นได้ง่ายๆ ว่า คลิปวิดีโอไหนที่ตลกมากๆ เปอร์เซ็นต์การโดนแชร์ก็จะมากตามไปด้วย ส่วนจะแชร์มาก แชร์น้อยเนี่ย ก็ต้องดูกันอีกที แล้วความตลกในคลิปนั้นมันมีชั้นเชิงมากน้อยแค่ไหน ถ้าส่งคนมายืนเล่นมุกกันทื่อๆ ก็อาจจะโดนกดแชร์แบบทื่อๆ ประมาณ 2 share เช่นกัน

THE SCREAM FROM NORWAY ทำตัวเหมือนเป็นคลิปไม่ได้ตลก แต่จริงๆ แล้วมันเป็นคลิปตลก แต่เป็น ตลกหึๆ ตลกมีชั้นเชิง ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์จะอยู่ยาว และคลาสสิกกว่าตลกตุ้งแช่จบกันไป คลิปนี้ปล่อยออกมาต้นปี 2013 แต่มาดูตอนปลายปี 2014 นี้ก็ยังตลกอยู่เลย ตัวคลิปเล่นกับคอนเซ็ปต์ภาพเพนติ้ง THE SCREAM ของ EDVARD MUNCH อันโด่งดังและเหมือนเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศนอร์เวย์ ซึ่งทางการท่องเที่ยวของนอร์เวย์ก็ใจกว้างพอที่จะให้เอาภาพอันศักดิ์สิทธิ์นี้มาเล่นสนุกและนำมาเป็นคอนเซ็ปต์หลักของวิดีโอผ่านธีมของการกรีดร้อง (scream) ตัววิดีโอก็จะเชื่อมโยงภาพแห่งการกรีดร้องที่เกิดขึ้นจากนักท่องเที่ยวในสถานที่และกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในนอร์เวย์ ทั้งวิดีโอเราก็จะได้ดูป้าน้าอา ร้องกรี๊ดดดด อ๊างงงงงง ฮาาาาาาาา อ้าาาาาาาาาา อาหหหหห์ (หลังๆ ฟังดูอีโรติกมาก) จนสุดท้ายมาจบที่ภาพ          เพนติ้งแลนด์มาร์กภาพนี้ คนดูก็จะปะติดปะต่อและเข้าใจได้ทันทีว่า โอ้โห มานอร์เวย์แล้วแม่งต้องกรี๊ดแตกไม่ต่างจากภาพมนุษย์นอร์เวย์กรีดร้องหน้าหลอนในภาพวาดของ EDVARD MUNCH ภาพนั้น ตัวคลิปความยาวแค่ 50 วินาที แต่มันเป็นเอกภาพ คอนเซ็ปต์ชัด และชวนให้อยากลองไปกรีดร้องที่นอร์เวย์มากๆ




COME WALKABOUT
สิ่งที่ได้เรียนรู้ : เนียนๆ
ความกังวลอย่างหนึ่งของการทำวิดีโอโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ คือ เจ้าของเงินจะชอบวิตกจริตว่าถ้าวิดีโอตัวเองนั้นไม่มีภาพสถานที่ท่องเที่ยวให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เนี่ยมันจะเป็นวิดีโอโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวได้ไงวะ แต่พวกเขาลืมไปว่า เวลาคนดูมาเห็นภาพอันงดงามในวิดีโอโปรโมตที่ท่องเที่ยวพวกนี้เนี่ย ร้อยละ 90 ไม่มีใครเชื่อหรอกว่ามันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือสุดท้ายพวกเราก็ต้องไปเสิร์ชหารูปจริงในอินเทอร์เน็ตที่มันมักจะเละเทะกว่าในคลิปโปรโมต และมันก็น่าเชื่อถือกว่าด้วย ดังนั้นการทำคลิปเพื่อจะถ่ายสถานที่สวยๆ อย่างเดียวนั้นดูจะเปลืองเงินอยู่หลายจุด

COME WALKABOUT นั้นกำกับโดย Baz Luhrmann ผู้กำกับชาวออสเตรเลียที่ไปได้ดีในฮอลลีวูด เขามีผลงานอย่าง Romeo + Juliet ฉบับ Leonardo DiCaprio และ Moulin Rouge จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้าเขาทำวิดีโอโปรโมตการท่องเที่ยวให้กับออสเตรเลีย ผลที่ได้ออกมาก็คือมันเป็นวิดีโอที่มีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ประมาณ 10 วินาทีทั้งคลิป (จาก 90 วินาที)

แน่นอนว่าผู้กำกับหนังย่อมไม่ทิ้งลายการทำหนัง ตัวคลิปนั้นถูกเล่าออกมาเป็นเหมือนหนังดรามาเศร้าๆ เรื่องหนึ่งว่าด้วยผู้หญิงที่เจอแต่เรื่องว้าวุ่นในนิวยอร์กทำแต่งาน แฟนเลยบอกเลิกเลย คืนนั้นเธอเศร้ามากๆ และจู่ๆ ก็มีเทวดาเด็กมากระซิบเธอว่า ‘บางครั้งการหลงทาง อาจเป็นหนทางที่ทำให้ค้นพบตัวเอง และบางครั้งเราต้องออกไปเดินบ้าง‘ จากนั้นภาพก็ตัดไปว่าเธอมาว่ายน้ำกลางหุบเขาแคนยอนในออสเตรเลีย สุดท้ายหนังขึ้นข้อความว่า เธอบินมาที่นี่ในฐานะหัวหน้าฝ่ายขาย และเธอบินกลับไปในฐานะของเคท (ชื่อของเธอ) ว่าง่ายๆ คือ มาเที่ยวออสเตรเลีย อาจทำให้คุณได้รับการชำระล้างจิตใจอันว้าวุ่นได้
แม้ว่าจะไม่ได้ขายแหล่งท่องเที่ยวโดยตรง แต่อย่างน้อยเราก็ได้รับรู้ถึงแบรนด์อันแปลกใหม่ของการมาท่องเที่ยวออสเตรเลีย อ๋อ คือ ไม่ต้องมาดูจิงโจ้ ก็มาเที่ยวออสเตรเลียได้ว่ะ มันมีมุมสงบที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณในทางใดทางหนึ่งได้เลย


WHAT HAPPENS HERE, STAY HERE
สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ยอมรับความเป็นจริง
เมืองอย่าง Las Vegas ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นเมืองแห่งโลกีย์คล้ายบ้านเรา แทนที่เขาจะทำวิดีโอโปรโมตการท่องเที่ยวแนวปรับทัศนคติแนว ‘จริงๆ แม้ว่าลาสเวกัสจะมีแต่บ่อนกาสิโน แต่เมืองของเราก็สวยงาม น่ารักอบอุ่น เหมาะกับการมาเที่ยวเป็นครอบครัวทุกเพศทุกวัย เมืองเราไม่ได้โลกีย์ขนาดนั้น’ (แต่บ่อนกับซ่องนี่เต็มเลย) ทางตัวเมืองก็ได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด พวกเขาจึงมาพร้อมกับสโลแกน ‘What happens here, stay here.’ (เรื่องที่เกิดที่นี่ ขอให้จบที่นี่) ว่าง่ายๆ คือ ท่านสามารถมาสุดเหวี่ยงกับความโลกีย์ของเมืองนี้ และแน่ใจได้เลยว่า ทุกๆ ความเละเทะที่เกิดขึ้นที่เวกัส มันจะจบลงที่เวกัสราวกับเป็นความฝันสุดแฟนตาซีชั่วข้ามคืน คือ ไหนๆ ก็เละแล้ว ก็เอาความเละเป็นจุดขายไปเลย (ซึ่งแน่นอนว่า ความเละอันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนทั่วโลกรู้อยู่แล้ว ต่อให้ปกปิด หรือแกล้งๆ ลืมไป คนก็รู้อยู่ดี)

ตัวคลิปชุดนี้จริงๆ มีหลายเวอร์ชั่นหลายสถานการณ์ ขอลองยกมาอันหนึ่ง คือ เป็นคลิปสั้นๆ ที่ว่าด้วยหญิงสาวก๋ากั่นเที่ยวเมืองลาสเวกัส เธอชื่อ โมนิกา แต่พอไปเจอหนุ่มที่สถานที่เธอก็แนะนำตัวว่าชื่อ เรเชล และพอไปเจอหนุ่มอื่น เธอก็เปลี่ยนชื่อตัวเองไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะจบลงที่ก๊อบปี้ ‘What happens here, stay here.’ ว่าง่ายๆ คือทั้งโมนิกาและเรเชลคงจะได้สัมผัสกับลาสเวกัสที่แท้จริงอย่างแน่นอน ว่าแล้วก็อยากบินไปลาสเวกัสเลย แต่ตอนนี้ขอแต่งชื่อปลอมเอาไว้ใช้ก่อน

นี่คือตัวอย่างส่วนหนึ่งอาจจะเป็นแนวทางที่งดงามในการทำวิดีโอชิ้นต่อๆ ไปในการโปรโมตการท่องเที่ยว ผมคิดว่ามันไม่ใช่แค่ใช้ได้กับประเทศไทย แต่ประเทศไหนก็ล้วนเอาไปใช้ได้เช่นกัน


LOST IN TRANSLATION
สิ่งที่ได้เรียนรู้ : สร้างเรื่องให้สถานที่

จริงๆ แล้วหนังเรื่อง LOST IN TRANSLATION นั้นไม่ได้รับทุนสร้างมาจากการท่องเที่ยวญี่ปุ่นใดๆ ทั้งนั้น หนังถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้กำกับ Sofia Coppola ชาวอเมริกันที่คงหอบกระเตงตามแฟนมาเที่ยวโตเกียวอยู่บ่อยๆ และโดนแฟนทิ้งให้อยู่คนเดียว เธอจึงทำหนังเรื่องนี้ออกมาว่าด้วยหญิงสาวที่ไม่มีอะไรทำในโตเกียว เพราะแฟนมาทำงาน และตัวเองตามพ่วงมาด้วยเฉยๆ และที่นั่นเธอก็ได้พบกับดาราชายวัยกลางคนที่ไม่มีอะไรทำในโตเกียวเช่นกัน แน่นอนว่าพอไม่มีอะไรทำ ทั้งคู่ก็เลยต้องออกเที่ยวในโตเกียวด้วยกัน ตัวหนังเน้นสำรวจสภาพจิตใจของตัวละครวัยก่อนแต่งงานและวัยหลังแต่งงานที่ต่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเกิดเป็นความโรแมนติกเล็กๆ ขึ้นมากลางกรุงโตเกียว อย่างที่บอก หนังเรื่องนี้ก็มีเส้นเรื่องของตัวเองไป แต่ทันทีที่หนังมันทำออกมาแล้วดีซึ้ง กินใจ เวลาผู้คนพูดถึงหนังเรื่องนี้ ภาพของกรุงโตเกียวก็จะผุดขึ้นมาทันที กลายเป็นว่าตัวหนังทำให้ตัวเมืองและสถานที่ต่างๆ มีความหมายพิเศษขึ้นมา และพร้อมจะถูกจดจำโดยคนดูหนังเรื่องนั้นโดยอัตโนมัติ กลายเป็นว่าหลายคนอยากไปโตเกียวเพราะหนังเรื่องนี้ไปเลย

นี่ก็เป็นอีกเคสที่คนรู้สึกดีกับโตเกียว หรืออยากไปโตเกียว ทั้งๆ ที่หนังเรื่อง LOST IN TRANSLATION      ไม่ได้ตั้งใจถูกสร้างมาเป็นวิดีโอโปรโมตการท่องเที่ยวใด ๆ  แถมมันก็ดูได้ผลกว่าวิดีโอตั้งใจผลิตมาเพื่อ  โปรโมตด้วยซ้ำ ว่าง่ายๆ อะไรที่มันไปเกี่ยวข้องคล้องใจของคนไว้ได้ อันนั้นก็จะชนะตลอดแหละ แต่แน่นอนว่าการทำคอนเทนต์วิดีโอให้ผูกใจคนเข้ากับเมืองเมืองนั้นได้อย่างแนบเนียน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว (ไปถ่ายวัดอาซากุสะทื่อๆ ตรงๆ เลย ง่ายกว่าเยอะเนอะ)

เอาจริงๆ ก็มีหนังหลายเรื่องที่ทำให้เมืองเมืองนั้นมีตัวตนในแผนที่ขึ้นมา มีทั้งตรงไปตรงมาอย่างโปรเจ็กต์ Paris Je T’aime ที่พยายามโปรโมตปารีส ด้วยการเชิญผู้กำกับจากทั่วโลกมาทำหนังที่ว่าด้วยปารีสจำนวน 10 กว่าเรื่อง และมีทั้งโปรเจ็กต์ที่ไม่ได้ตั้งใจอย่าง BEFORE SUNRISE ที่โรแมนติกเสียจนหลายคนอยากไปเที่ยวออสเตรีย หรือ Amelie ก็ทำให้ปารีสกลายเป็นเมืองในฝันของสาวๆ หลายๆ คน ซึ่งทั้งหมดวางอยู่บนพื้นฐานว่าเราไม่จำเป็นต้องถ่ายโชว์สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแบบจะจะ และกลายเป็นว่ามันได้ผลกว่า 10 เท่าอีกต่างหาก เพราะคนไม่รู้สึกโดนยัดเยียด แต่ความงามของเมืองเมืองนั้นจะค่อยๆ ซึมลึกลงไปในจิตใต้สำนึก ซึ่งย่อมจะยั่งยืนกว่าการโดนยัดเยียดมากๆ กระทั่งหนังแนวสืบสวนฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในเมืองเมืองหนึ่ง ถ้าทำออกมาแล้วมีเสน่ห์มากพอ เมืองเมืองนั้นก็สามารถเป็นเมืองท่องเที่ยวได้เช่นกัน


 

เรื่อง : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

TAT Review Magazine 1/2015
TAT Review Magazine 1/2015