Print
Hits: 8001

 

            นานๆ ทีจะได้มีโอกาสรีวิวหนังในอดีต ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็เหมือนการมองย้อนหลังดูประวัติศาสตร์เล็ก ๆ นั่นแหละครับ คือ มันไม่ใช่แค่การทบทวนความรู้สึกที่เรามีต่อสิ่งนั้น แต่เป็นการรีเช็คอีกครั้งด้วยว่า เราได้เรียนรู้อะไรจากมัน เพราะบางอย่างที่มันเกิดขึ้น ณ ตอนนั้น เราจะยังไม่รู้หรอกครับว่ามันจะส่งผลอะไรในอนาคต แต่ตอนนี้เราอยู่ในอนาคตนั้นกันแล้ว เราบอกได้แล้วละว่า การเกิดขึ้นของสิ่งนั้นมีผลอะไรต่อสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมันบ้าง

 

            ถ้าให้ทบทวนเรื่องความรู้สึก ผมจำได้ค่อนข้างแน่ชัดว่าโปรเจคองค์บากเป็นที่รํ่าลือกันมาอย่างเงียบ ๆ เราได้ยินสตันท์คนหนึ่งที่ชื่อ จา และได้ข่าวว่าเขาเก่งมาก นั่นคือข้อมูลที่เราพอจะมี เอาเข้าจริงตอนนั้นผมไม่ได้สนใจหนังแอ็กชันเท่าไรหรอกครับ แต่ก็พอจะจับใจความได้ว่า ยุคนั้นเป็นยุคที่เฉินหลงก็ยังคงบูมตามปกติ มีบ้างที่ฌอง คลอดด์ แวนแดมม์ มาปะปนกระแส เจ็ท ลี ก็ด้วยเช่นกัน ใหม่ ๆ ดัง ๆ หน่อยก็เป็นกังฟูแบบเรื่อง The Matrix  แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจใหม่ ๆ ให้กับชาวโลกได้เท่าไรนัก เฉินหลงก็จะมาพร้อมกับความตลกบ้าน ๆ พร้อมกับฉากแอ็กชันเสี่ยงตายไปกับของในชีวิตประจำวัน หรืออย่าง เจ็ท ลี ก็จะมาพร้อมกับกังฟูแบบสงบนิ่งแนวปรัชญา พูดน้อยตัวเล็กแต่ต่อยหนัก ส่วนด้านพี่ไทยเรานั้นรู้สึกว่าจะไม่มีอะไรเลย ผมก็เลยรู้สึกว่าวงการหนังแอ็กชันก็ค่อนข้างจะน่าเบื่ออยู่ไม่น้อย เพราะหนังฮอลลีวูดก็พยายามหาสูตรใหม่ๆ หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นหนังแอ็กชันแนววินาศสันตะโร รถเก๋งชนรถสิบล้อ หรือจะเป็นแนวแอ็กชันตลกโปกฮาตำรวจคู่หู นั้นก็ดูจนไม่ฮาแล้ว แต่ในเวลานั้นก็คงไม่มีใครรู้ว่าจะหาอะไรใหม่ ๆ มาป้อนให้กับแฟนคลับชาวหนังแอ็กชัน ว่าง่าย ๆ คือ ไม่รู้จะหาอะไรใหม่มากวาดเงินคนดูอีกแล้ว

            เวลาผ่านไป ข่าวการถ่ายทำหนังเรื่ององค์บากก็มีให้ได้ยินได้อ่านกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ได้สร้างความอยากดูเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

            จนกระทั่งวันแรกของการปล่อยตัวอย่างหนัง

            ภาพของไอ้หนุ่มอีสานที่วิ่งไต่ไหล่บรรดาแก๊งอันธพาลอย่างคล่องแคล่ว กระโดดข้ามหัวพ่อค้าแม่ขายในตรอกซอกซอย ไต่กำแพงสูงได้ราวกับเป็นสัตว์ป่า แถมยังสามารถโดดถีบยอดอกฝรั่งตัวใหญ่ด้วยลีลาแอ็กชันที่ ‘ไม่ปกติ’

            ความไม่ปกติที่ว่านั้นคือการผสมลีลาหลายรูปแบบ นั่นคือ ศิลปะแนวสตันท์ผาดโผน เข้ากับความรวดเร็วว่องไวสไตล์ Free Running บวกด้วยความรุนแรงดุดันตามสไตล์มวยไทย แถมปล่อยคำโฆษณา(ที่กลายเป็นของคลาสสิกไปแล้ว ณ วันนี้) ที่ว่า ‘เล่นจริง เจ็บจริง ไม่สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน ‘ ซึ่งส่วนผสมนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบนโลกของภาพยนตร์ใบนี้ เรามีความรุนแรงแบบ บรู๊ซ ลี ซึ่งนั่นก็ผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว เรามีความผาดโผนแบบเฉินหลง ซึ่งนั่นก็ผ่านมานานหลายปีแล้วเช่นกัน ศิลปะหักกระดูกของ สตีเวน ซีกัล ก็มีอายุความอยู่ได้ไม่นาน ฌอง คลอดด์ แวนแดมม์ ก็เดินตามทุกคนที่ว่ามาแต่ก็ไม่ได้มีสไตล์ของตัวเอง ดังนั้นเมื่อมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น ชาวโลกก็พร้อมจะต้อนรับสิ่งนั้น แม้ว่ามันจะมาจากประเทศเล็ก ๆ อย่างไทยก็ตาม

            โชคดีที่การดีไซน์เรื่องบทขององค์บากนั้นก็คิดค้นมาเพื่อรองรับคนไทยโดยเฉพาะ เราไม่ค่อยได้เห็นการต่อสู้ที่ชกต่อยกันตามตรอกซอกซอยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว วิ่งข้ามรั้วบ้านที่เหมือนรั้วที่อยู่ข้างบ้าน เราพยายามจะเป็นหนังฮ่องกงหรือหนังฮอลลีวูด ชอบเล่าเรื่องไกลตัว จับให้ตำรวจบ้านเราแต่งชุดสูท พร้อมกับอาวุธสงครามครบมือเพื่อจะเผชิญการแก้ไขปริศนาองค์การค้าเฮโรอีนยักษ์ใหญ่ที่ซับซ้อน (ในขณะที่การรับรู้ของผู้คนที่มีต่อตำรวจไทย คือ ตำรวจนอกเครื่องแบบบ้านๆ ไปไล่จับเด็กวัยรุ่นค้ายาบ้า หรือ ชิงตัวประกันจากคนเมายาบ้า) แต่องค์บากเล่าเรื่องง่าย ๆ ของไอ้ขามที่มาตามหาเศียรพระที่หายไป แต่ต้องเผชิญกับแก๊งขายของเถื่อนยักษ์ใหญ่ แม้ว่าหัวหน้าองค์กรที่พูดเป็นเสียงคอมพิวเตอร์โมโนโทนนั้นจะดูไม่มีอยู่จริงไปเล็กน้อย แต่การผจญภัยของไอ้ขามในกรุงเทพฯ นั้นก็เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย เข้าใจได้ เพราะก็มีแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อันเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ) เดินทางมาทำงานในกรุงเทพฯ ไม่ต่างจากไอ้ขามเช่นกัน มันเหมือนกับดูหนังว่าด้วยคนไทยไปต่างประเทศแล้วเจอคนไทยด้วยกันนั่นแหละครับ

            หลังจากการออกฉาย ตัวหนังก็ประสบความสำเร็จมาก ขนาดผมไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับหนังแอ็กชัน ผมก็ยังรู้สึกถูกโอบล้อมไปด้วย จา พนม และเกิดความอยากดูเองในที่สุด จึงต้องไปพิสูจน์กันหน่อยที่โรง

            หลังจากดูมันในฐานะคนดูทั่วไป ผมก็พบว่าความสำเร็จขององค์บากนั้นมาจากตัวคุณภาพของฉากแอ็กชันล้วน ๆ ครับ มันน่าตื่นตาตื่นใจจนหยุดไม่อยู่จริง ๆ ครับ ก็พี่จา เล่นไถลตัวลอดใต้ท้องรถที่กำลังถอย ไหนจะขี่สามล้อซัดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ทุกฉากทุกซีนนั้นดุดันและมันสะใจมากจริง ๆ สมทบด้วยนักแสดงอย่าง หมํ่า จ๊กมก ที่เล่นได้ไม่เยอะเกินจนกลายเป็นพี่หมํ่า ชิงร้อยชิงล้าน จังหวะมาได้ถูกต้องกับหนังแนวแอ็กชันแถมคอมิดีแบบนี้ ไม่น่าแปลกใจที่หนังเรื่องนี้จะกลายเป็น Pure Entertainment สำหรับคนไทย เพราะมันคือการผนึกรวมกันระหว่างความตื่นตาตื่นใจทางภาพ (จา พนม) และ อารมณ์ขันแบบบ้าน ๆ สนุก ๆ (หมํ่า) เข้าด้วยกัน

            แต่ถ้าให้คิดกันตามฉบับของคนสร้างหนังนั้น หนังก็ยังมีข้อบกพร่องที่เกิดจากการลังเลระหว่างการทำให้มันเป็นหนังที่ดีตามมาตรฐาน และการทำหนังเอาใจท่านผู้ชม ซึ่งผู้กำกับเลือกทางการเอาใจผู้ชมจนเอียงข้างไปเล็กน้อย เริ่มต้นง่าย ๆ จากการที่ไม่มีคนร้ายคนไหนใช้ปืนยิง จา พนม เลย ทุกคนเอาแต่วิ่งไล่จา พนม (แถมวิ่งไล่กันไม่ทันอีก) คือ ถ้ามีคนใช้ปืน จา พนม คงตายตั้งแต่ 15 นาทีแรกไปแล้ว องค์บากอาจจะกลายเป็นหนังสั้นได้ ซึ่งตรงนี้จริง ๆ คนเขียนบทก็ต้องแก้ไขให้เมกเซนส์ให้ได้ เช่น ลูกสมุนถูกสั่งให้จับเป็นรึเปล่า เลยยิงให้ตายไม่ได้ นอกจากนี้ ฉากแอ็กชันมากมายที่ปรากฏในหนังนั้นมีการ Replay ซํ้าให้เราดูกันหลาย ๆ รอบ จากมุมกล้องต่าง ๆ ราวกับเป็นภาพกีฬามัน ๆ เวลาดูนี่ได้ยินเสียงประโยค ‘ลองจับตาดูกันอีกครั้งชัด ๆ นะครับท่านผู้ชม’ คือโดยปกติแอ็กชันซีนในหนังทั่ว ๆ ไป เวลาพระเอกกระโดดข้ามรถไปแล้ว ก็จะผ่านไปเลย ไม่มีการ Replay ให้ดูอีกรอบ เพราะถ้า Replay ให้ดูอีกรอบเมื่อไร คนดูจะหลุดออกจากหนังและมันจะกลายเป็นวิดีโอโชว์สตันท์แมนมากกว่าภาพยนตร์ที่กำลังเล่าเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะเถียงไม่ได้คือว่าผู้ชมแต่ละคนมีความแตกต่างกัน อย่างเช่น คนไทยอาจจะไม่ได้สนใจว่าการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์คืออะไรอย่างไร แต่พวกเขาแฮปปีมากที่จะได้ดูฉากไถลลอดใต้ท้องรถอีก 3 รอบแบบจะ ๆ อันนี้ก็ไม่ว่ากัน

            นั่นคือเสียงตอบรับในประเทศไทย แต่หากจะพูดในแง่ต่างประเทศนั้น หนังเรื่องนี้ก็เหมือนถูกผลิตเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะเช่นกัน บรรยากาศแบบไทย ๆ เป็นสินค้าอย่างหนึ่งในหนังเรื่องนี้ แต่ละซีนเหมือนถูกคิดมาแล้วว่าฝรั่งดูแล้วตะโกนว่า Exotic แน่นอน ทุ่งนาบ้านไร่ เมืองกรุงเทพฯ เศียรพระ รถตุ๊กตุ๊ก อาหารเผ็ดร้อน (อาวุธหนึ่งในการสู้กับผู้ร้าย คือ เครื่องพริกแกง ... แปลกมาก) แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มวยไทย ถึงขั้นมีฉากที่ฝรั่งนักสู้ข้างถนนคนหนึ่งเจอจา พนม แล้วตะโกนใส่กล้องพร้อมกับชูนิ้วกลางพูดว่า ‘FUCK MUAY THAI’ จากนั้นก็โดนจา กระทืบตายใน 2 นาที จบเกม แต่ก่อนจาก จา ก็ได้ทำท่าเคารพคู่ต่อสู้อย่างงดงามตามสไตล์มวยไทยอันศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นหนังก็ต่อด้วยฉากต่อสู้ด้วยมวยไทยขนาดยาวที่ปล่อยให้จาเจอกับนักสู้จากประเทศต่าง ๆ จีน ไทย ญี่ปุ่น ฝรั่ง แล้วแบบว่าชนะหมดเลย รุ่งโรจน์กันสุด ๆ โชคดีที่ท่าชกท่าต่อยของจา มันก็รุ่งโรจน์แบบไม่เกินคำโฆษณาจริง ๆ

            มันกันซะขนาดนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังสามารถขายให้ต่างประเทศมากมาย กลายเป็นหนังฮิตในวงกว้างและคัลท์เฉพาะกลุ่มในเวลาเดียวกัน ไม่น่าแปลกที่ จา พนม ยีรัมย์ จะเปลี่ยนชื่อกลายเป็น Tony Jaa ได้ในเวลาอันรวดเร็ว  

            ในวงกว้างนั้นหนังเรื่องนี้สามารถทะยานขึ้นสู่อันดับ BOX OFFICE ของอเมริกาไปกับเขาได้ คนทั้งโลกรู้จัก ขายสิทธิ์ฉายในต่างประเทศได้มากมายกว่าหนังไทยทุกเรื่องในยุคนั้นที่เคยทำมา แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ Tony Jaa ค่อย ๆ ขยายร่างกลายเป็นไอคอนคนใหม่ของวงการบันเทิงโลก ทุกคนรู้จักจา พนม เหมือนที่รู้จักส้มตำ ต้มยำกุ้ง มวยไทย จากประเทศไทย (คือ เวลาเจอคนต่างชาติที่ทำหนังด้วยกัน พอบอกว่ามาจากประเทศไทย เรื่องแรกที่จะโดนพูดถึงคือ ‘อองแบก อองแบก‘ จากนั้นก็จะเชื่อมสัมพันธ์กันได้ง่ายทีเดียว) วิดีโอบันทึกการฝึกฝน Free Running นั้นเป็นของที่ได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ทิศทางองค์รวมของหนังแอ็กชันโลกนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนตามไปด้วย หลังจากหมดยุคกังฟูแบบ The Matrix แล้ว ฝรั่งก็เริ่มออกลีลาแบบ Free Running และ มวยไทยแบบ จา พนม มากขึ้นเรื่อย ๆ (บางทีดูแล้วก็ฮาๆเล็กน้อย ที่จู่ ๆ แก๊งมาเฟียฝรั่งก็ออกลีลามวยไทยแบบพร้อมเพรียงกันอย่างไม่น่าเชื่อ) และที่สำคัญคือ มีประชากรฝรั่งเข้ามาเรียนมวยไทยเยอะขึ้นเป็นอย่างมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะส้มตำและต้มยำกุ้ง แต่เป็นเพราะการที่ จา พนม ทำให้ศิลปะมวยไทยกลายเป็นเรื่องง่ายที่คนทั่วไปเข้าถึงได้และดูจะทำให้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน  

            แต่ในขณะหนึ่งแห่งความโด่งดังขององค์บาก ทุกอย่างก็เหมือนพลันจะหยุดลง หนังฝรั่งเศสอย่าง District B13 (ในชื่อไทย คู่ขบถคนอันตราย) ที่ได้รับอิทธิพลขององค์บากไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับดูสนุกกว่าองค์บากอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยความที่พล็อตเรื่องต่าง ๆ นั้นสมเหตุสมผลและสนุกตื่นเต้น ไม่เน้นฉากแอ็กชันแบบที่ต้อง Replay ให้ดูกันหลาย ๆ รอบ และมีหนังอีกหลายเรื่องที่นำมวยไทยของเราไปพัฒนาใช้ต่ออย่างกว้างขวาง ในขณะที่ความสำเร็จของหนังเรื่อง ต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นการกลับมาของ จา พนม และทีมงานสร้างชุดเดิม ก็ตามหลังองค์บากอยู่หลายก้าว และการกำเนิดขึ้นขององค์บาก 2 -3 ในช่วงเวลาถัดมา ก็ดูไม่สวยงามนัก

            การได้มาซึ่งความสำเร็จที่ว่ายาก การรักษาความสำเร็จนั้นยากกว่า ในกรณีที่ปีหน้าหากองค์กรทางการท่องเที่ยวจะมีนโยบายในการสนับสนุนมวยไทยอย่างจริงจังและต่อเนื่องจากของเก่าที่เราเคยมีนั้น จริง ๆ เคสขององค์บากนั้นทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างในการส่งออกวัฒนธรรมพอสมควร ความจริงความสนใจของชาวโลกที่มีต่อมวยไทยนั้นก็มีมานาน แต่มันไม่เคยไปไกลกว่าการตั้งท่าต่อยหรือใส่กางเกงที่มีเขียนคำว่า มวยไทย ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็จะออกมาเป็นรูปแบบของพิธีการต่าง ๆ ของมวยไทย การไหว้ครู ท่าเตะต่อยที่เป็นศิลปะมากกว่าการต่อสู้จริง ๆ เล็กน้อย ทำให้ดูเป็นสิ่งที่ค่อนข้างไกลตัว และเฉพาะทาง การปรากฏตัวของ จา พนม นั้นได้ละลายความศักดิ์สิทธิ์ของคำว่ามวยไทยลง และทำให้ลงมาติดดินมากขึ้นผ่านฉากแอ็กชันการเตะต่อยหลบหลีกตามตรอกซอยตึกแถวของชาวบ้านทั่วไป พร้อมกันนี้ยังอัดฉีดความแฟนตาซีให้กับกระบวนท่าต่างๆ ด้วยการเอามวยไทยไปบวกกับความพิสดารของฉากแอ็กชันต่าง ๆ เช่น กระโดดเตะลอยฟ้าหรืออะไรก็ว่าไป และการที่ยิ่งสมทบด้วยคำว่าไม่ใช้นักแสดงแทน ก็ยิ่งทำให้ใครที่มาเห็นย่อมตื่นตะลึงและเข้าถึงได้โดยง่าย ก็เหมือนกับการที่เราตื่นเต้นกับพฤติกรรมทีวีแชมเปียนของชาวญี่ปุ่นที่เวลาทำอะไรทั้งทีก็ทำสุดข้อกันไปเลย แล้วผลที่ออกมามักจะมหัศจรรย์เสมอ

            ในกรณีที่เราจะทำอะไรให้เข้าถึงประชาชนสากลนั้น บางครั้งสิ่งที่เราควรนำเสนอ มันไม่จำเป็นต้องเป็นของที่สะอาด สวยงามตา ชาวโลกถึงจะชอบ เพราะเอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่ชาวโลกชอบอย่างเป็นทางการ มันคือสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เป็นทางการ เพราะอะไรที่เป็นทางการแล้วมันมักจะเกิดจากการถูกควบคุมขัดเกลาจนสวยงามอย่างเป็นสากลก็เพื่อให้สากลยอมรับ แต่อะไรที่ไม่เป็นทางการนั้นมักจะเป็นธรรมชาติและเป็นตัวของตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่สากลยอมรับและยอมรัก เพราะมันไม่เหมือนกับสากลนี่แหละ

            แต่ทั้งนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องใช้เวลาและความอุตสาหะ จา พนมคงไม่ได้เกิดมาแล้วบินได้เลย เขาก็คงต้องเก็บประสบการณ์มากมายกว่าจะทำได้ถึงขนาดนี้ บ้านเราเมืองเราเป็นประเทศที่มักจะสนับสนุนเลทไป 15 นาที คือ สนับสนุนคนที่เขาทำอะไรแล้วสำเร็จไปแล้ว (ซึ่งก็มักจะเก่งกาจได้ด้วยการพึ่งพาตัวเอง) เอาว่าง่าย ๆ อย่างเคสล่าสุดกับน้องเมย์ (รัชนก อินทนนท์) นักแบดมินตันแชมป์โลกของไทย ที่ก่อนหน้านั้นน้องไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนมา แต่พอตีแบดชนะ กลับมากลายเป็นเทวดาไปเลย คำถามคือ ตอนน้องเขาฝึกฝนอยู่ ทำไมไม่มีใครไปสนับสนุนน้องเขาตั้งแต่ตอนนั้น แต่พอชนะนี่ โอ้โห กลายเป็นผู้ใหญ่รักการกีฬากันขึ้นมาทีเดียว น่านับถือจริง ๆ ที่จริงแล้วบ้านเรายังมีของดีอีกหลายอย่างที่รอได้รับการสนับสนุน หากผู้สนับสนุนค่อย ๆ มองให้ดีตามตรอกซอยต่าง ๆ  

            ความสำเร็จมักจะอยู่ไม่ยาวนานนัก และการยึดติดกับความสำเร็จอาจไม่ใช่เรื่องดี จา พนม เดินลงจากตำแหน่งซูเปอร์สตาร์ของโลกเร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้นัก มันอาจไม่เกี่ยวกับการที่จาหนีเข้าป่า หายตัวไปบ่อย ๆ จากบ้านอย่างที่เป็นข่าว แต่หากเกี่ยวกับการยํ่าลงบนความสำเร็จเดิมที่สร้างไว้ ความตื่นเต้นของตัวงานก็จะค่อย ๆ ลดน้อยลงไป อย่างที่เห็นว่าเคล็ดวิชาของจาถูกชาวโลกนำไปพัฒนาเป็นอย่างอื่นเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่จายังไม่สามารถสร้างสิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าขึ้นมา ที่จริงในฐานะคนทำงานสร้างสรรค์เหมือนกัน ก็เข้าใจได้ว่ามันยากมากกับการที่เราจะก้าวข้ามความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากที่ตัวเองเคยทำไว้ แต่อย่างน้อย การสร้างสรรค์อะไรใหม่ที่แตกต่างจากของเดิม แม้จะไม่ได้ดีกว่า แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้คนที่คอยชมคอยดูรู้สึกตื่นเต้นกับมันมากกว่า อย่าคิดว่าอะไรที่มันดีอยู่แล้วก็ทำๆ ตามเดิมไป อย่าคิดว่าทำอะไรใหม่ ๆ แล้วมันเสี่ยง เพราะไอ้สิ่งที่เราเรียกว่า ‘ดีอยู่แล้ว’ ในเวลานี้ มันก็เคยเป็นของที่ใหม่และเสี่ยงมาก่อนเช่นกัน อันนี้คงเป็นสิ่งที่ Tony Jaa ในสมัยที่ยังเป็น จา พนม รู้ดี

            เรื่องราวขององค์บากและ จา พนม อาจจะไม่ใช่แค่กรณีศึกษาที่จบอยู่ในวงการภาพยนตร์ แต่ใครที่กำลังพยายามจะสื่อสารหรือส่งออกกับชาวโลกอยู่ ล้วนสามารถดูมันเป็นตัวอย่างได้จริง โดยไม่ต้องใช้สลิง และไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทน


เรื่อง นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

^ top ^