ความเป็นมา
     วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรปเริ่มก่อตัวจากกลุ่มประเทศยุโรปใต้ หรือที่เราเรียกกันว่ากลุ่มประเทศ PIIGS  คือ กรีซ โปรตุเกส อิตาลี ไอร์แลนด์ และ สเปน ได้ดำเนินเศรษฐกิจล้มเหลวและก่อหนี้สาธารณะจำนวนมาก ในช่วงปี 2553  ทำให้กลุ่มประเทศในยูโรโซนและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระดมเงินเข้าไปช่วยเหลือ โดยมีเงื่อนไขว่าประเทศกรีซที่ต้องกู้ยืมเงินต้องดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด ในช่วงปี 2554  ทั้งนี้กลุ่มประเทศในยุโรปที่เป็นผู้นำทางด้าน

 

เศรษฐกิจ เช่น ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และเยอรมนี มีการประชุมหารือจัดทำแผนการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนป้องกันมิให้ปัญหาเศรษฐกิจลุกลามไปยังประเทศสมาชิกอื่น ในปี 2555 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้ประสบผลสำเร็จเป็นไปอย่างที่คาดคิดเพราะประเทศกรีซได้ประกาศขอกู้เงินเพิ่มจากประเทศเยอรมนี และฝรั่งเศส อีกจำนวน 110,000 ล้านยูโร ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2555 และยังไม่ได้ปรับนโยบายบริหารการเงินการคลังให้เป็นไปตามข้อตกลงของกลุ่มประเทศที่ให้กู้ยืมเงิน   จึงเกิดการเผยแพร่ข่าวความล้มเหลวของการจัดการทางด้านเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซนอย่างแพร่หลาย นานาประเทศต่างตื่นตระหนกด้วยเกรงว่าผลกระทบจะลุกลามไปยังประเทศอื่นเนื่องจากระบบเศรษฐกิจของโลกปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันสูง ซึ่งเหตุวิกฤตยูโรโซนอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยเช่นกัน ดังนั้น ททท. จึงได้มีการเตรียมการรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ทั้งคาดการณ์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และการกำหนดแนวทางการจัดการผลกระทบจากวิกฤตยูโรโซน
 
สรุปความสำคัญของกลุ่มตลาดยุโรปต่อการท่องเที่ยวไทย
     ในช่วงปี 2554 รายได้จากตลาดต่างประเทศของประเทศไทย มีจำนวน 776,217 ล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทย ทั้งสิ้น 19.23 ล้านคน  โดยกลุ่มตลาดยุโรป มีความสำคัญต่อการสร้างรายได้เข้าประเทศไทย เป็นอันดับที่ 1  ในสัดส่วนร้อยละ 38  เมื่อเทียบกับรายได้จากตลาดต่างประเทศทั้งหมด รองลงมาเป็นกลุ่มตลาดเอเชียตะวันออก มีสัดส่วนร้อยละ 21  กลุ่มตลาดอาเซียน มีสัดส่วนร้อยละ 17 กลุ่มตลาดโอเชียเนีย มีสัดส่วนร้อยละ 7  กลุ่มตลาดอเมริกา มีสัดส่วนร้อยละ 7 กลุ่มตลาดเอเชียใต้ มีสัดส่วนร้อยละ 5  กลุ่มตลาดตะวันออกกลาง มีสัดส่วนร้อยละ 4  และกลุ่มตลาดแอฟริกา มีสัดส่วนร้อยละ 1  แต่หากพิจารณาในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศแล้ว กลุ่มตลาดยุโรป มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากเป็นอันดับที่ 2 รองจาก กลุ่มตลาดอาเซียน

 

ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา
     วิกฤตทางการเงินที่เกิดขึ้นในอดีตและได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน มี  2 ช่วง  คือ
     1. ปี 2533 - 2534 สงครามอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์น้ำมัน ครั้งที่ 3 ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดต่างประเทศของประเทศไทย ในช่วงปี 2534  ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทย หดตัวร้อยละ 4  ในขณะที่ช่วงนั้นกำลังมีการเติบโตในระดับที่ดีถึงร้อยละ 10 ในปี 2533  โดยผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมัน ครั้งที่ 3  ได้ส่งผลต่อทุกกลุ่มตลาดของประเทศไทย จนทำให้ในช่วงครึ่งปีแรก ของปี 2534  จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้าประเทศไทยหดตัวสูงถึงร้อยละ 10  แต่เมื่อสถานการณ์วิกฤตเริ่มคลี่คลายลง ตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น ในช่วงครึ่งปีหลัง  โดยเหลืออัตราการเดินทางหดตัวเพียงร้อยละ 4 และปรับตัวเป็นบวกในช่วงปีต่อมา

     2. ปี 2552  ปัญหาวิกฤตซับไพรม์ในประเทศสหรัฐอเมริกา   ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดต่างประเทศของประเทศไทย ในเฉพาะช่วง 9 เดือนแรก ของปี 2552  ทำให้ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศหดตัวร้อยละ 3  ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยได้เกิดปัญหาทับซ้อนหลายประการ ทั้งประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองไทย ผลกระทบต่อเนื่องจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ในช่วงปลายปี 2551  นอกจากนี้ยังเกิดการแพร่ระบาดของโรค Swine Flu ในภูมิภาคเอเชีย ช่วงกลางปี 2552  อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศของประเทศไทยได้มีการปรับตัวดีขึ้นเร็วมาก ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2552 

การคาดการณ์ผลกระทบต่อตลาดต่างประเทศในเชิงเศรษฐกิจจากเหตุวิกฤตยูโรโซนของประเทศไทย
     การคาดการณ์ผลกระทบจากเหตุวิกฤตยูโรโซนต่อตลาดต่างประเทศของประเทศไทย ในปี 2555 ตั้งอยู่บนสมมติฐาน  2  กรณี  คือ
     1.ส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย ในปี 2555 ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เดิม  เนื่องจากเหตุวิกฤตเศรษฐกิจในภาคพื้นยุโรปได้เริ่มตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ดังนั้น จึงมีการคาดคะเนผลกระทบและประมาณการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวล่วงหน้าไว้แล้ว โดยคาดว่าอัตราการเติบโตจำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง ร้อยละ 5-6 ซึ่งจะยังคงส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยในภาพรวมเติบโต ในระดับอัตราแนวโน้มการขยายตัวตามปกติ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 - 9  เนื่องจากศักยภาพของกลุ่มตลาดเอเชียที่กำลังมีการเติบโตสูงมาช่วยเสริมให้ภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทยเติบโตได้ดี

     2. ส่งผลกระทบในระดับรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้  โดยผลกระทบจากวิกฤตยูโรโซนได้ส่งผลให้สถานการณ์ท่องเที่ยวกลุ่มตลาดยุโรปเดินทางเข้าประเทศไทย ในช่วงครึ่งปีหลัง ปี 2555 มีอัตราการเติบโตติดลบและอาจส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ในช่วงปี 2556  หากระบบเศรษฐกิจของทั้งภาคพื้นยุโรปล้มเหลว จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคยุโรปทั้งปี 2555 ไม่สามารถขยายตัวได้เลย (0%) จะส่งผลให้ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศของประเทศไทย มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6-7 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

     การคาดการณ์ผลกระทบจากเหตุวิกฤตยูโรโซนในเชิงเศรษฐกิจจะคิดเฉพาะส่วนต่างของระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นนอกเหนือความคาดหมาย (กรณี 1- กรณี 2) ของกลุ่มตลาดยุโรปเท่านั้น โดยจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในกลุ่มตลาดยุโรปหายไปประมาณ 273,000 คน คิดเป็นรายได้ที่จะสูญเสีย ประมาณ 16,830 ล้านบาท ในปี 2555

การกำหนดแนวทางรองรับผลกระทบจากเหตุวิกฤตยูโรโซน
     ททท. ประจำภูมิภาคยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ร่วมกับ สำนักงาน.ททท. สาขาต่างประเทศที่ดูแลพื้นที่ตลาดยุโรปได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อติดตามผลกระทบและวางแผนเตรียมการรองรับ โดยกำหนดปัจจัยบ่งชี้ผลกระทบจากเหตุวิกฤตให้ทุกสำนักงานตรวจสอบและให้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของตลาด โดยมีการรายงานสถานการณ์เป็นรายสัปดาห์ จึงขอสรุปแนวทางการดำเนินงานออกเป็น 5 ระยะ ดังต่อไปนี้ 

ระยะ  สถานการณ์ การดำเนินงานในพื้นที่ตลาด  การดำเนินงานของภูมิภาคยุโรป
1 ยังไม่ปรากฏสัญญาณการได้รับผลกระทบ    - ติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด
 - รายงานดัชนีชี้วัด (อัตราการจองบัตรโดยสารเครื่องบิน และแพ็คเกจท่องเที่ยวประเทศไทย) ทุกวันศุกร์
 - จัดลำดับพื้นที่ตลาดที่มีความเสี่ยงและเตรียมแผนสำรองและแผนทดแทนตลาด 
 - ติดตามความเคลื่อนไหวและจัดทำรายงานทุกวันจันทร์ และประสานข้อมูลร่วมกับด้านนโยบายและแผน
 - จัดเตรียมปรับแผนงบประมาณและตลาดทดแทน
2 เริ่มปรากฏสัญญาณชะลอตัว    - ชะลอการใช้งบประมาณในตลาดที่ได้รับผลกระทบ
 - นำเสนอแผนกระตุ้นตลาดทดแทน 
 - ปรับแผนงบประมาณและดำเนินการตลาดในพื้นที่ทดแทน
3 ตลาดชะลอลงอย่างต่อเนื่อง    - ปรับใช้งบประมาณตลาดในพื้นที่ทดแทน
 - ดำเนินการตลาดในพื้นที่ตลาดทดแทน 
 - สื่อสารกับพันธมิตรและจัดเตรียมแผนฟื้นฟูตลาดที่ได้รับผลกระทบ
ตลาดหยุดการเดินทาง    - หยุดการดำเนินงานในพื้นที่วิกฤต
 - ดำเนินงานในตลาดทดแทนอย่างต่อเนื่อง
 - สื่อสารกับพันธมิตรเพื่อรักษาตลาด
 - จัดเตรียมแผนฟื้นฟูตลาดที่ได้รับผลกระทบ 
 - ควบคุมนโยบายและติดตามงานให้เป็นไปตามแผนฯ
5 ตลาดเริ่มฟื้นตัว    - ร่วมมือกับพันธมิตรดำเนินการตลาดในพื้นที่ได้รับผลกระทบ
 - เข้ากระตุ้นการเดินทางเพื่อฟื้นฟูตลาดให้กลับสู่สภาพปกติ 
 

การจัดเรียงความสำคัญตลาดในกลุ่มยุโรปต่อประเทศไทย
     การพิจารณาจัดเรียงลำดับความสำคัญตลาดในกลุ่มยุโรปจากเงื่อนไข 2 ประการ คือ ขนาดตลาด และโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยการจัดวางตำแหน่งทางการตลาด จำแนกออกเป็น 4  กลุ่ม โดยใช้ Market Matrix 2x2 เพื่อคัดเลือกตลาดศักยภาพที่ควรให้ความสำคัญและมีความเสี่ยงน้อยสำหรับคัดเลือกตลาดทดแทนหากตลาดใดเกิดความสูญเสียจากเหตุวิกฤตฯ

การติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวกลุ่มตลาดยุโรปของประเทศไทย
     สถานการณ์ท่องเที่ยวกลุ่มตลาดยุโรปเดินทางเข้าประเทศไทยรายสัญชาติ 9 เดือน ของปี 2555 มีการเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับที่น่าพอใจ ในอัตราร้อยละ 7.48 หรือมีจำนวนนักท่องเที่ยว 3.9 ล้านคน แม้จะประสบปัญหาวิกฤตยูโรโซน ส่งผลให้ค่าเงินยูโรปรับตัวลดลง ประกอบกับได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับโลกหลายรายการในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2555 ทำให้นักท่องเที่ยวจากยุโรปบางส่วนชะลอการเดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศ แต่เนื่องจากตลาดหลักที่สำคัญ ๆ ของประเทศไทยยังมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  ทั้งตลาดรัสเซีย  ตลาดฝรั่งเศส หรือแม้แต่ตลาดสหราชอาณาจักร และตลาดเยอรมนี  ที่แม้ว่าจะประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำมาเป็นเวลานาน และยังเกิดปัญหาการหยุดงานประท้วงกันบ่อยครั้ง รวมทั้ง ตลาดอื่น ๆ ที่มีขนาดรองลงมา หรือแม้แต่ ตลาดในกลุ่ม PIIGS  ต่างล้วนมีอัตราการขยายตัวเป็นบวก มีเพียงกลุ่มตลาดสแกนดิเนเวียที่มีสถานการณ์ที่น่าเป็นกังวลเนื่องจากมีความผันผวนค่อนข้างสูง จากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงทำให้นักท่องเที่ยวหันไปท่องเที่ยวในภูมิภาคยุโรป ประกอบกับมีการแข่งขันกันสูงในพื้นที่ตลาด อาทิ ประเทศมาเลเซีย ทำการส่งเสริมตลาดเชิงรุกโดยการดึงเที่ยวบินเช่าเหมาลำให้เปลี่ยนเส้นทางการบินไปยังประเทศมาเลเซียแทนประเทศไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในภาพรวมของภูมิภาคยุโรปแล้วถือได้ว่ายังเป็นการดำเนินงานตลาดที่รักษาสถานภาพของประเทศไทยในเวทีโลกได้ดี

     การติดตามความเสี่ยงจากอัตราการสำรองรายการนำเที่ยวและที่นั่งบัตรโดยสารเครื่องบินล่วงหน้า ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2555 จากการรายงานข้อมูลของสำนักงาน ททท. สาขาต่างประเทศที่ดูแลในภูมิภาคยุโรป ยังมีสัญญาณแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีเหมือนเช่นปีที่ผ่านมา

     จากการตรวจสอบแนวโน้มการเติบโตตลาดในภูมิภาคยุโรป โดยใช้การประมาณการณ์ทางสถิติมาทดสอบแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป จำนวน 11 ตลาด (สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี รัสเซีย อิตาลี สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ออสเตรีย และยุโรปตะวันออก) 5 ปีย้อนหลัง จำนวน 54 ตัวอย่าง โดยใช้วิธีทางสถิติ Time Series แบบ Exponential ปรากฏว่าในปี 2555 จำนวนนักท่องเที่ยวของกลุ่มยุโรปในภาพรวมจะมีการเติบโตในระดับที่ดี แม้ว่าบางตลาดจะแผ่วลงในบางช่วง สรุปได้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวของกลุ่มตลาดยุโรปสำหรับประเทศไทยมีความแข็งแกร่งสูงมาก ดังนั้นแม้ว่าสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจจะยังมาเป็นตัวคุกคามการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ แต่สำหรับประเทศไทยอาจจะไม่ได้รับผลกระทบในภาพรวมของทั้งภูมิภาคยุโรปและในภาพรวมของประเทศไทย 

     ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากภาคเอกชน ที่เข้าร่วมการเสวนาเปิดมุมมอง ท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 5/2555 เรื่อง “วิกฤตยูโรโซนมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยอย่างไร ? ” เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555  ณ ห้องสมุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ คือ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย คอลัมนิสต์ เว็บไซต์ข่าวThai Publica และนักวิเคราะห์ธุรกิจสถาบันการเงิน   บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และ คุณสุภนิต วิมุกตานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาดและฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมโรงแรมไทย (THA) โดยมีผู้ดำเนินรายการคือ คุณธเนศวร์   เพชรสุวรรณ ผู้อำนวยการกองตลาดยุโรปแอฟริกา และ ตะวันออกกลาง ต่างก็ให้ความคิดเห็นในมุมที่แตกต่างกัน ดังนี้

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
     ให้ความคิดเห็นว่าการที่วิกฤตการเงินในยุโรปมีผลกระทบกับประเทศอื่นมาก เนื่องจากเศรษฐกิจของยูโรโซนมีส่วนแบ่งถึงร้อยละ 25 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั่วโลก คิดเป็นมูลค่า 12 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีรายได้ประชากรต่อหัวสูง 35,116 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ และมีประชากรถึง 332 ล้านคน เมื่อเกิดหนี้ภาคประชาชนสูงรัฐบาลต้องพยายามปลดหนี้ลงจึงเกิด Global Deleveraging ขึ้นทั่วโลก วิธีการที่ถูกนำมาใช้คือ Fiscal consolidation หรือการปรับภาวะการคลังให้อยู่ในสภาพสมดุล ซึ่งเป็นการเข้มงวดในการปล่อยเงินกู้นั่นเอง

     ปัญหาเช่นนี้ประเทศไทยเคยประสบมาแล้วเมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 แต่เราสามารถแก้ปัญหาได้ง่ายกว่า เพราะเรามีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยกว่า และประเทศไทยลดค่าเงินบาท จึงสามารถเปลี่ยนจากบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเป็นเกินดุล แต่ในกรณีวิกฤตยูโรโซน กรีซและประเทศอื่นๆในกลุ่ม PIIGS ไม่สามารถลดค่าเงินได้เองเพราะอยู่ในกลุ่มยูโรโซน ทำให้เกิดปัญหาบัญชีเดินสะพัดติดลบ เกิดความไม่สมดุลของเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง เกิดปัญหาขาดดุลการชำระเงินและไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ

     นำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา 2 ทาง คือ 1) Save up คือการคงอยู่ร่วมเป็นกลุ่มยูโรโซนต่อไป หรือ 2) Break up คือการออกจากกลุ่มยูโรโซนและกลับไปใช้สกุลเงินเดิมของตนเอง   หากเป็นข้อแรก เยอรมนีจำเป็นต้องช่วยอุ้มกรีซไปเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจของกรีซย่ำแย่มาก วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในระยะสั้นที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เช่น การออกยูโรบอนด์ แต่ในระยะยาวมิได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันของกรีซและยูโรโซน ส่วนในกรณีที่ 2 เป็นการแก้ปัญหาที่ดีในระยะยาว เพราะแก้ที่ต้นตอของปัญหา ตัดหนี้และกรีซออกจากยูโรโซนไปเพื่อลดปริมาณหนี้ก่อน แล้วลดค่าเงินของกรีซลงเพื่อให้ความสามารถในการแข่งขันกลับคืนมา แต่ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากในเชิงการเมือง และกลุ่มยูโรโซนก็ต้องสูญเสียหนี้สินจำนวนมากจากการช่วยกรีซ

     ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ขณะนี้ผลกระทบเกิดขึ้นค่อนข้างชัดเจนในภาคการส่งออกซึ่งสหภาพยุโรปเป็นตลาดที่สำคัญของไทยโดยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 9 และในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 พบว่า การส่งสินค้าออกไปยังสหภาพยุโรปลดลงร้อยละ 12.3 โดยเฉพาะการส่งออกข้าวลดปริมาณลงไปมาก

คุณสุภนิต วิมุกตานนท์ 
     ให้ความคิดเห็นว่า แม้ว่าสถิติตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้าประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ไม่สามารถคาดเดาได้ในอนาคต เนื่องจากในปัจจุบันโรงแรมได้กำหนดราคาห้องพักเป็นสกุลเงินบาทแทนการกำหนดราคาเป็นหลายสกุลในอดีตเพื่อลดความผันผวน เพราะภาคเอกชนไทยมีการปรับตัวที่รวดเร็วสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เมื่อเกิดวิกฤต
จากการสอบถามผู้ประกอบการท่องเที่ยวในยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และสแกนดิเนเวีย พบว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางออกจากยุโรปจะยังไม่ลดลงในปัจจุบัน และประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเพราะมีความคุ้มค่าเงิน มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ก็เริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางออกมาในช่วงฤดูหนาวมากขึ้นแต่อาจใช้จ่ายเงินลดลง ส่วนความกังวลว่านักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรจะเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้ไปยังประเทศในกลุ่มที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ (PIIGS) นั้นพบว่าการเดินทางเพื่อพักผ่อนวันหยุด (Holidays) นักท่องเที่ยวจะมีเวลา 10-20 วัน จึงนิยมเดินทางระยะไกล  สำหรับการเดินทางภายในยุโรปด้วยกันจะเป็นเพียง Short break ช่วงวันหยุดระยะสั้น ๆ  เหมือนการท่องเที่ยวภายในประเทศมากกว่า และเชื่อว่าชาวยุโรปส่วนใหญ่ ทั้ง เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และกลุ่มสแกนดิเนเวีย มักจะหนีหนาวมาประเทศไทย ดังนั้นคาดว่าในปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปจะขยายตัว ส่วนกลุ่มตลาดอิตาลี และสเปนที่เดินทางเข้าประเทศไทยยังคงมีการเติบโตอยู่ คาดว่าไม่กระทบกับกลุ่มเป้าหมายของประเทศไทยซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่มีฐานะดี จึงไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตมากนัก ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยยังคงขยายตัวทั้งทางด้านจำนวนนักท่องเที่ยวและอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย แม้ว่าภาคการส่งออกของประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนไปแล้ว

     ทั้งนี้ ภาคเอกชนเห็นด้วยกับแนวทางของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ปรับเปลี่ยนตลาดเป้าหมายในยุโรปมาเพิ่มเป้าหมายในตลาดเอเชียและการเลือกตลาดทดแทน ซึ่งภาคเอกชนเองได้วางแนวทางที่จะดำเนินการ ดังนี้

     1) การมุ่งเน้นตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น กลุ่มสุขภาพ กลุ่มกีฬา กลุ่มครอบครัว กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงศาสนา กลุ่มแต่งงานและฮันนีมูน กลุ่ม MICE 

     2) มีการเพิ่มธุรกิจภายในภูมิภาคให้มากขึ้นเช่น ในเอเชีย อาเซียน ออสเตรเลีย และแปซิฟิก 

     3) มุ่งเจาะตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น จีน รัสเซีย อินเดีย

     โดยประเทศไทยจะต้องตระหนักถึงภาวะการแข่งขันของประเทศเพื่อนบ้านที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และ เมียนมาร์ ซึ่งเริ่มเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวมากขึ้น และมีประเด็นทิ้งท้ายจากผู้ดำเนินรายการที่มีความคิดเห็นว่าวิทยากรทั้ง 2 ท่านมีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกันเนื่องจากหน้าที่การงานที่ต่างสายกัน ซึ่งนักการตลาดมักจะคิดในเชิงบวกมากกว่านักเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทางด้านการเงินอย่าง ดร. พิพัฒน์  เหลืองนฤมิตชัย กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่าเราต้องมีการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ “Hoping for the best, preparing for the worst” เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกันเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ


เรื่อง : สิรินาถ ฉัตรศุภกุล, โศรยา หอมชื่น